หน้าหลัก News Feeds รายการเอกสารฉบับเต็มในรูปอิเล็กทรอนิกส์

สถิติการเข้าชม

mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterToday1140
mod_vvisit_counterYesterday31506
mod_vvisit_counterThis week116502
mod_vvisit_counterLast week197376
mod_vvisit_counterThis month201584
mod_vvisit_counterLast month716074
mod_vvisit_counterAll days2093099

We have: 220 guests online
Your IP: 38.107.191.85
 , 
Today: ก.ย. 08, 2010

clustrmaps

Locations of visitors to this page

dcms_access_from

Locations of visitors to this page
Designed by:
Newsfeeds
รายชื่อเอกสารเข้าใหม่ประจำเดือน กันยายน
เป็นรายชื่อเอกสารที่มีการป้อนข้อมูลระบบในเดือน กันยายน 2010 ของโครงการฐานข้อมูลเอกสารฉบับเต็มในรูปอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งประกอบด้วยเอกสารฉบับเต็มของวิทยานิพนธ์ รายงานการวิจัย บทความวิชาการ ฯลฯ

Thai Digital Collection
  • การเปรียบเทียบความลำเอียงของแบบทดสอบคณิตศาสตร์ในการประเมินคุณภาพการศึกษาระดับท้องถิ่นในชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาปัตตานี เขต 2 ระหว่างวิธีแมนเทล-แฮนส์เซลและโค้งลักษณะข้อสอบ 3 พารามิเตอร์
  • ปัจจัยที่ส่งผลต่อความพึงพอใจในการปฏิบัติงานของบุคลากร สังกัดสำนักทางหลวงชนบทที่ 11 กรมทางหลวงชนบท กระทรวงคมนาคม
    การศึกษาเรื่องปัจจัยที่ส่งผลต่อความพึงพอใจในการปฏิบัติงานของบุคลากรสังกัดสำนักทางหลวงชนบทที่ 11 กรมทางหลวงชนบท กระทรวงคมนาคม มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความคิดเห็นของบุคลากรที่มีต่อปัจจัยในการปฏิบัติงาน 4 ด้าน ได้แก่ ด้านลักษณะของงาน ด้านความมั่นคงในการทำงาน ด้านค่าตอบแทน ผลประโยชน์ สวัสดิการ และด้านผล การปฏิบัติงาน ระดับความพึงพอใจในการปฏิบัติงาน และความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยใน การปฏิบัติงานกับความพึงพอใจในการปฏิบัติงาน โดยศึกษาจากตัวอย่างที่สุ่มมาจำนวน 152 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าสถิติ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน t-test F-test และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์อย่างง่ายของเพียร์สัน ผลจากการศึกษาพบว่าบุคลากรผู้ตอบแบบสอบถาม ส่วนใหญ่เป็นเพศชาย ร้อยละ 57.24 อายุ 26-30 ปี ร้อยละ 24.34 สถานภาพสมรส ร้อยละ 63.16 การศึกษาระดับปริญญาตรี ร้อยละ 50.01 รายได้ต่อเดือน 5,000-10,000 บาท ร้อยละ 34.21 ระยะเวลาทำงานมากกว่า 5 ปี ร้อยละ 40.13 ปฏิบัติงานในระดับลูกจ้าง ร้อยละ 53.29 ความคิดเห็นของบุคลากร สังกัดสำนักทางหลวงชนบทที่ 11 ที่มีต่อปัจจัยในการปฏิบัติงานโดยรวมอยู่ในระดับดี เมื่อพิจารณารายด้านพบว่าอันดับแรกเป็นด้านผล การปฏิบัติงานมีความคิดเห็นอยู่ในระดับดีมากรองลงมา 3 ด้านมีความคิดเห็นอยู่ในระดับดี คือ ด้านค่าตอบแทน ผลประโยชน์ สวัสดิการ ด้านความมั่นคงในการทำงาน และด้านลักษณะของงาน ตามลำดับ ความพึงพอใจในการปฏิบัติงานของบุคลากร สังกัดสำนักทางหลวงชนบทที่ 11 โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายข้อ พบว่ามีความรู้สึกอยากไปทำงานทุกวัน เป็นอันดับแรก รองลงมาคือ เรื่องความภาคภูมิใจในการปฏิบัติงานและสามารถปฏิบัติงานที่ได้รับมอบหมายให้เสร็จลุล่วง มีความพอใจในผลงานทุกครั้งที่ได้รับมอบหมาย และมีความสุขทุกครั้งใน การปฏิบัติงาน ตามลำดับ ผลการทดสอบสมมติฐานเพื่อเปรียบเทียบความพึงพอใจในการปฏิบัติงานของบุคลากร สังกัดสำนักทางหลวงชนบทที่ 11 จำแนกตามลักษณะส่วนบุคคล พบว่าบุคลากรที่มีระดับการศึกษาแตกต่างกัน มีระดับความพึงพอใจในการปฏิบัติงานแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยบุคลากรที่มีการศึกษาระดับปวช. ปวส./เทียบเท่า มีระดับความพึงพอใจแตกต่างกับบุคลากรที่มีการศึกษาระดับปริญญาตรี ส่วนปัจจัยอื่น ๆ ได้แก่ เพศ อายุ สถานภาพสมรส รายได้ต่อเดือน อายุการทำงาน และระดับการปฏิบัติงานของบุคลากรที่แตกต่างกัน มีระดับความพึงพอใจในการปฏิบัติงานไม่แตกต่างกัน ปัจจัยในการปฏิบัติงานมีความสัมพันธ์ในทิศทางเดียวกันกับความพึงพอใจของบุคลากร อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า มี 3 ด้านที่มีความสัมพันธ์ในทิศทางเดียวกันกับความพึงพอใจในการปฏิบัติงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยมีระดับความสัมพันธ์มากที่สุดในด้านความมั่นคงในการทำงาน อยู่ในระดับปานกลาง รองลงมาเป็นด้านค่าตอบแทน ผลประโยชน์ สวัสดิการ มีความสัมพันธ์ในระดับระดับปานกลาง และด้านผลการปฏิบัติงาน มีความสัมพันธ์ในระดับต่ำ ส่วนด้านลักษณะของงานไม่มีความสัมพันธ์กับความพึงพอใจในการปฏิบัติงานของบุคลากร

  • การจัดการแหล่งท่องเที่ยวและกิจกรรมการท่องเที่ยวโดยมีชุมชนเป็นฐาน ของตำบลบ้านเรือน อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน
    http://webpac.library.mju.ac.th:8080/mm/fulltext/thesis/2552/Narueporn_Vesurai/abstract.pdf

  • Theoretical exposition of sufficiency economy: buddhist ethics and the spirit of capitalism
    This paper is the theoretical exposition of Sufficiency Economy. In the most general terms, Sufficiency Economy focuses on the idea of moderation and self-reliance in all aspects of human conduct. In microeconomics, Sufficiency Economy condemns extreme consumerism characterized by extravagance, excesses, and conspicuous consumption. In macroeconomics, Sufficiency Economy seeks to shield the country from the effects of external shocks (UNCTAD, 2000). These shocks are called negative externalities resulting from sub-optimal market structure. They are characterized by market failure: imperfect competition, price discrimination, and asymmetric information. Sufficiency Economy belongs to a category of economics known asdevelopmental and welfare economics.

  • ทำบัญชีให้เป็น เห็นเงินออม
    นับเป็นเวลาสองปีเต็มที่ทางรัฐบาลมีนโยบายอย่างจริงจังให้ประชาชนทำบัญชีครัวเรือนมากขึ้นจากการสำรวจของสำนักงานสถิติในปี พ.ศ. 2548 ประชาชนที่เป็นหนี้มากกว่ารายได้มีอัตราส่วนสูงถึง 16.3%เนื่องจากการใช้จ่ายโดยเฉพาะค่ายานพาหนะและการบริการสื่อสารเพิ่มมากขึ้น ในขณะที่ประชาชนมีรายได้เท่าเดิมดังนั้นจึงต้องหาวิธีแก้ไขให้ประชาชนมีหนี้น้อยลงและมีเงินเก็บมากขึ้น จากผลการสำรวจพบว่า สาเหตุที่ทำให้คนเป็นหนี้มากขึ้นก็เพราะมีการใช้จ่ายเงินอย่างฟุ่มเฟือยหรือมีค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต เช่น ค่าเหล้า ค่าบุหรี่ ค่าเครื่องสำอาง ค่าสลากกินแบ่ง เป็นต้น เมื่อมีรายจ่ายมากกว่ารายรับมีเงินไม่พอจ่ายสิ่งที่ตามมา คือ หนี้ ซึ่งอาจเกิดจากการซื้อสินค้าหรือการกู้ยืม หนี้ ถือเป็นภาระผูกพันในปัจจุบันและอาจจะทำให้สูญเสียทรัพยากรเชิงเศรษฐกิจในอนาคตการเป็นหนี้เป็นที่มาของความยากจน และการล้มละลายทางการเงินนั่นเอง ปัจจัยในภาพรวมที่ทำให้คนเป็นหนี้คือ คน หนี้ที่สมดุล ความพอเพียงเป็นธรรม ทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม ดังนั้นหากได้ศึกษาข้อมูลที่แท้จริงแลนำความรู้ความเข้าใจจากทฤษฎีมาประยุกต์ใช้เพื่อให้เกิดกระบวนการพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการพัฒนาประเทศสู่อนาคตอย่างสมดุลและยั่งยืน

  • ผลกระทบของไทยที่ก้าวไปกับ FTA
    เขตการค้าเสรี คือ การตกลงร่วมมือกันระหว่างสองฝ่ายหรือสองประเทศขึ้นไป ซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้อีกประเทศหนึ่งเข้ามาลงทุนและทำการค้าภายในอีกประเทศหนึ่งได้ แต่ในขณะเดียวกันอีกประเทศก็สามารถเข้าไปลงทุนและส่งสินค้าไปค้าขายได้เช่นเดียวกัน โดยที่ไม่คิดภาษีนำเข้าสินค้าแต่อย่างใด สำหรับในประเทศไทยก็ได้มีการเปิดเขตการค้าเสรีเช่นกัน โดยเฉพาะในสมัยรัฐบาลของ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรีได้มีการเปิดเขตการค้าเสรีกับหลายประเทศ เช่น ออสเตรีย นิวซีแลนด์ จีน ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา เป็นต้น การเปิดเขตการค้าเสรีกับประเทศซึ่งมีกำลังการผลิตสูงดังกล่าวนี้ ถ้ามองผิวเผินจะพบว่าผู้บริโภคในประเทศไทยจะได้รับประโยชน์สูงสุดเนื่องจากสามารถเลือกบริโภคสินค้าที่มีคุณภาพดีและราคาถูกจากต่างประเทศได้ แต่ถ้าหากมองลึกลงไปถึงโครงสร้างระบบทางเศรษฐกิจแล้วประเทศไทยจะได้รับความเสียหายเป็นอย่างมากเนื่องจากผู้ผลิตรายย่อยในประเทศไม่สามารถผลิตสินค้าแข่งขันกับผู้ผลิตรายใหญ่จากต่างประเทศได้เพราะผู้ผลิตในประเทศยังไม่มีกำลังด้านการผลิตเพียงพอ ต้องอาศัยการสนับสนุนของรัฐบาล จึงทำให้ไม่สามารถออกไปลงทุนยังต่างประเทศได้และอีกทั้งยังไม่สามารถผลิตสินค้าแข่งขันกับผู้ผลิตรายใหญ่ที่เข้ามาจากต่างประเทศได้ด้วย นอกจากนี้การค้าเสรียังทำลายระบบธุรกิจค้าปลีกภายในประเทศเนื่องจากธุรกิจค้าส่งระดับโลกสามารถเข้ามาขายสินค้าปลีกภายในประเทศ เนื่องจากการค้าส่งระดับโลกสามารถเข้ามาขายสินค้าในประเทศได้ง่ายขึ้น ทำให้สินค้าที่นำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งเป็นสินค้าที่มีลักษณะเดียวกับสินค้าที่นำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งเป็นสินค้าที่มีลักษณะเดียวกับสินค้าที่มีอยู่ในประเทศมีราคาถูกกว่า ผู้บริโภคในประเทศจึงหันมาซื้อสินค้าที่นำเข้า ฉะนั้นธุรกิจสินค้าปลีกในประเทศจำเป็นต้องยกเลิกกิจการเนื่องจากไม่สามารถขายสินค้าของตนได้ จากผลกระทบดังกล่าวจะเห็นได้ว่าเกิดขึ้นจากการเปิดเขตการค้าเสรีโดยที่ประเทศยังไม่พร้อม ไม่ว่าจะเป็นในด้านเทคโนโลยี กำลังการผลิต และโดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศไทยยังขาดนักเจรจาในแต่ละครั้งเป็นไปอย่างไม่โปร่งใส มีเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนอยู่เป็นจำนวนมาก ผู้ที่รับประโยชน์มักจะเป็นนักการเมือง ผู้ประกอบการรายใหญ่ ซึ่งบุคคลเหล่านี้ไม่ใช่ผลประโยชน์ของชาติอย่างแท้จริง

  • การตัดสินใจเลือกใช้บริการโรงแรมในเขตอำเภอเมืองเชียงใหม่ ของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ
    http://webpac.library.mju.ac.th:8080/mm/fulltext/thesis/2552/Naret_Hranpitukkul/abstract.pdf

  • ความต้องการแฟ้มสะสมผลงานอิเล็กทรอนิกส์ของโรงเรียนเอกชน จังหวัดนนทบุรี
  • การวิเคราะห์รายงานทางการเงินของสหกรณ์ออมทรัพย์พนักงานไทยน้ำทิพย์ จำกัด
  • การจัดช่องทางการสื่อสารแบบสมดุล
  • การทดลองหาอัตราส่วนผสมเนื้อดินแพเรียน พอร์สเลนจากดินขาว ดินเหนียวขาว และหินฟันม้าชนิดโซดา
  • การใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอนแบบออนไลน์เพื่อเพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้เรื่องโปรตีน
  • แนวทางการจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษาของประเทศไทยที่สอดคล้องกับความร่วมมือในการพัฒนาเศรษฐกิจระหว่างประเทศไทยกับสาธารณรัฐเกาหลีในทศวรรษหน้า (2551-2560)
  • ผลของการจัดการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐานตามแนวคิดวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสังคมของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
  • การประเมินผลการใช้โปรแกรมระบบบัญชีคอมพิวเตอร์ของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กรณีศึกษา : สหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส. ลพบุรี จำกัด
    http://webpac.library.mju.ac.th:8080/mm/fulltext/thesis/2552/Tanida_Tanachoktaratorn/abstract.pdf

  • ผลของความเข้าใจและการจัดการเรียนรู้ธรรมชาติของวิทยาศาสตร์ของครูวิทยาศาสตร์ต่อความเข้าใจธรรมชาติของวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ในโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาขั้นพื้นฐาน
  • ชุดการสอนแบบอิงประสบการณ์กลุ่มสาระการเรียนรู้ ศิลปะ เรื่อง เครื่องดนตรีไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 เขตพื้นที่การศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 3
  • ระดับของสารชีวโมเลกุลกับความเสถียรเชิงกลในน้ำยางธรรมชาติข้น
  • สมบัติของน้ำทิ้งจากโรงงานผลิตน้ำยางข้นเพื่อการเพาะเลี้ยงคลอเรลลาในระบบกึ่งต่อเนื่อง
  • การศึกษาบทบาทผู้บริหารท้องถิ่นที่มีต่อการนำระบบสารสนเทศทางการบัญชีมาใช้ในการจัดทำงบประมาณ
    การวิจัยเรื่องการศึกษาบทบาทผู้บริหารท้องถิ่นที่มีต่อการนำระบบสารสนเทศทางการบัญชีมาใช้ในการจัดทำงบประมาณ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ภูมิหลังด้านการเงินการบัญชีของผู้บริหารท้องถิ่น 2) ศึกษาบทบาทการนำสารสนเทศทางการบัญชีมาใช้ในการจัดทำงบประมาณของผู้บริหารท้องถิ่น 3) ศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อบทบาทการนำสารสนเทศทางการบัญชีมาใช้ของผู้บริหารท้องถิ่น การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ และวิจัยเชิงคุณภาพที่ใช้แบบสอบถามและวิธีการสัมภาษณ์แบบเจาะลึกกับผู้บริหารท้องถิ่นในจังหวัดตาก ได้แก่ ผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบล ผู้บริหารเทศบาลเมือง ผู้บริหารเทศบาลตำบล จำนวน 208 คน นำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์โดยการใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติและการตีความสร้างข้อสรุปแบบอุปนัยบรรยายแบบความเรียง ผลการวิจัยพบว่า ผู้บริหารท้องถิ่นส่วนใหญ่มีระดับการศึกษาไม่ต่ำกว่าระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ส่วนใหญ่มีอายุระหว่าง 41 55 ปี ซึ่งก่อนที่จะได้รับตำแหน่งผู้บริหารท้องถิ่นมีอาชีพส่วนใหญ่คือเกษตรกรรม รองลงมาคือ ค้าขาย และมีตำแหน่งทางสังคมในท้องถิ่น เช่น หัวหน้ากลุ่ม หัวหน้าชมรม สมาชิกกลุ่มต่าง ๆ เป็นต้น ผู้บริหารท้องถิ่นส่วนใหญ่จะไม่มีความรู้ด้านการเงินบัญชีมาก่อนจะได้รับความรู้ด้านนี้ก็ต่อเมื่อเข้ามาเป็นผู้บริหารแล้ว และผู้บริหารท้องถิ่นได้ให้ความสำคัญในการที่จะนำข้อมูลสารสนเทศทางการเงินบัญชีมาใช้ประกอบในการพิจารณางานด้านงบประมาณอยู่ในระดับที่น้อง การวิจัยครั้งนี้จึงมีข้อเสนอแนะในการนำข้อมูลเหล่านี้ไปพัฒนาความรู้ความสามารถด้านการเงินบัญชีของผู้นำท้องถิ่นให้มีศักยภาพที่จะสามารถบริหารจัดการท้องถิ่นให้เจริญก้าวหน้าได้อย่างแท้จริง

  • กลไกควบคุมรัฐบาลในการปกครองระบบรัฐสภา : ศึกษาในเชิงกฎหมายเปรียบเทียบ
    การปกครองในระบอบรัฐสภามีประเทศอังกฤษเป็นแม่บทได้วิวัฒนาการทางประวัติศาสตร์มากกว่าเก้าร้อยปีแล้ว ซึ่งปรากฎการปกครองระบบรัฐสภาในสมัยเริ่มแรก ช่วงปีค.ศ. 1660 1714 การปกครองระบบรัฐสภามีการคานและถ่วงดุลอำนาจระหว่างรัฐสภากับรัฐบาลซึ่งพระมหากษัติรย์ทรงแต่งตั้งรัฐมนตรีขึ้น ในฐานะรัฐบาลของพระมหากษัตริย์ ต่อมาอำนาจของพระมหากษัตริย์ลดลงเพียงเป็นประมุขของประเทศทางพิธีการเท่านั้น อำนาจทางการเมืองจึงตกอยู่ในมือของพรรคการเมือง รัฐสภากับรัฐบาลจึงมาจากคณะบุคคลหรือกลุ่มบุคคลเดียวกัน นักวิชาการเรียกว่า ระบบรัฐสภาแบบอำนาจเดี่ยว ซึ่งถือหลักเสียงข้างมากในรัฐสภาเสียงข้างน้อยของพรรคฝ่ายค้าน ไม่อาจจะลงคะแนนเสียงชนะเสียงข้างมากของรัฐบาลในรัฐสภาได้เลย ในลักษณะเช่นนี้ กลไกควบคุมและคานอำนาจรัฐบาลจึงถูกบิดเบือนจากความเป็นจริง ประเทศต่างๆ ที่นำเอาการปกครองในระบบรัฐสภาไปใช้จึงประสบปัญหาการคานและถ่วงดุลอำนาจรัฐบาล ความไร้เสถียรภาพและไร้ประสิทธิภาพในการบริหารงานของรัฐบาล ทั้งนี้ เนื่องจากขากกลไกควบคุมรัฐบาลนั่นเอง การศึกษาเรื่อง กลไกควบคุมรัฐบาลในการปกครองระบบรัฐสภานี้ เป็นการศึกษาในเชิงกฎหมายเปรียบเทียบ ซึ่งประเทศไทยได้นำเอาการปกครองในระบบรัฐสภามาใช้ ด้วยศึกษาค้นคว้าจากเอกสารตำราวิชาการต่างๆ และวิเคราะห์เปรียบเทียบในเชิงกฎหมายอันเกี่ยวกับไลไกควบคุมรัฐบาล ในการปกครองระบบรัฐสภาของไทย จากการศึกษาค้นคว้ากลไกควบคุมรัฐบาลในการปกครองระบบรัฐสภาของไทยตามรัฐธรรมนูญที่มีการปกครองในระบบรัฐสภา โดยเฉพาะการปกครองในระบบรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2517, ฉบับ พ.ศ. 2521 และฉบับ พ.ศ. 2534 ผลปรากฎว่า ขาดกลไกควบคุมรัฐบาลในด้านการควบคุมนโยบาย การควบคุมการบิดเบือนการใช้อำนาจ การควบคุมความมีประสิทธิภาพในการบริหารของรัฐบาล ทำให้ปรากฎผลอันไม่พึงปรารถนาและพบว่าก่อให้เกิดปัญหาการใช้อำนาจของรัฐบาล กล่าวคือ 1) การปฏิบัติตามนโยบายของรัฐบาล 2) การบิดเบือนการใช้อำนาจ 3)การบริหารงานของรัฐบาลที่ไร้ประสิทธิภาพ จากการศึกษาเปรียบเทียบหลักกฎหมายรัฐธรรมนูญ แนวความคิดในการปกครองระบบรัฐสภา เช่น ประเทศฝรั่งเศส และประเทศเยอรมันนี ต่างได้สร้างกลไกควบคุมรัฐบาลเพื่อให้มีการคานและถ่วงดุลอำนาจกันได้ เรียกว่า ระบบรัฐสภาที่สมเหตุสมผล เห็นสมควรนำหลักดังกล่าวนี้มาใช้ในการปรับปรุงกลไกควบคุมรัฐบาล เพื่อให้มีการคานและตรวจสอบการใช้อำนาจของรัฐบาล การตั้งสถาบันการเมืองเพื่อควบคุมการตรวจสอบรัฐบาลในการบิดเบือนการใช้อำนาจ และการทำให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้นำในการบริหารประเทศที่มีประสิทธิภาพ

  • การคุ้มครองผู้มีส่วนได้เสียเกี่ยวกับที่ดินก่อนการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม
    ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1299 การได้มาโดยนิติกรรมซึ่งอสังหาริมทรัพย์หรือทรัพย์สินเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์นั้นไม่บริบูรณ์เว้นแต่นิติกรรมนั้นได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนการได้มาต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ และกรณีการได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์โดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม สิทธิของผู้ได้มานั้นถ้ายังมิได้จดทะเบียนจะมีการเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนไม่ได้ และสิทธิที่ยังไม่ได้จดทะเบียนนั้นมิให้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริต และได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้ว และตามมาตรา 1300 ถ้าได้มีการจดทะเบียนโอนอสังหาริมทรัพย์หรือทรัพย์สินอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์เป็นทางเสียเปรียบแก่บุคคลผู้อยู่ในฐานะอันจะเป็นการจดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อน บุคคลนั้นก็อาจเรียกให้เพิกถอนการจดทะเบียนนั้นได้ แต่การโอนอันมีค่าตอบแทน ซึ่งผู้รับโอนกระทำการโอนสุจริตนั้น ไม่ว่ากรณีจะเป็นประการใด จะเรียกให้เพิกถอนทะเบียนไม่ได้ ในทางปฏิบัติบทบัญญัติสองมาตรานี้ก่อให้เกิดความยุ่งยากต่อผู้ซื้อหรือผู้มีส่วนร่วมได้เสียเกี่ยวกับที่ดินอยู่ในฐานะจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้ก่อน เพราะแม้ว่าบุคคลเหล่านี้จะอยู่ในฐานะจดทะเบียนได้ก่อนก็จริง แต่ถ้าเข้าของที่ดินโอนที่ดินไปยังบุคคลที่สามซึ่งสุจริตและเสียค่าตอบแทนแล้ว บุคคลที่สามนั้นก็จะได้สิทธิในที่ดินไป แต่ประมวลกฎหมายที่ดินได้บัญญัติมาตรการการป้องกันมิให้ผู้ขายหรือเจ้าของที่ดินโอนที่ดินให้เป็นที่เสียเปรียบต่อผู้อยู่ในฐานะจะจดทะเบียนสิทธิของตนได้ก่อนไว้เพียงมาตรการเดียว มาตรการนั้นคือการอายัดที่ดินตามประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา 83 แต่วิธีการอายัดที่ดินของไทยดังกล่าวยังมีข้อบกพร่องอยู่ การอายัดแบบนี้ให้ความคุ้มครองผู้ซื้อที่ดินหรือผู้มีส่วนได้เสียเกี่ยวกับที่ดินได้อย่างจำกัดเพราะเมื่อมีการอายัดที่ดินแล้วกฎหมายกำหนดให้ผู้ขออายัดจะต้องไปดำเนินการทางศาลภายในเวลา 60 วันโดยเริ่มนับแต่วันขออายัดที่ดินเลยที่เดียว การอายัดแบบนี้จึงเป็นการอายัดก่อนฟ้องหรือเพื่อไปฟ้องร้องเท่านั้น ไม่ใช่การอายัดเพื่อคุ้มครองผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเกี่ยวกับที่ดินก่อนทำการจดทะเบียนสิทธิที่มีประสิทธิภาพแต่อย่างใด เนื่องจากว่าระบบการอายัดแบบนี้ไม่ค่อยมีคนซื้อหรือมีส่วนด้เสียเกี่ยวกับที่ดินกล้าอายัดที่ดินนัก เพราะเมื่อมีการยื่นขออายัดก็เท่ากับเป็นการแสดงออกโดยบริยายว่าผู้ขออายัดจะทำการฟ้องเจ้าของที่ดินซึ่งในแง่การทำธุรกิจของคนไทยถือเป็นเรื่องที่ไม่สมควรอย่างยิ่ง นอกจากนี้บางกรณีแม้ทำสัญญาจะซื้อจะขายกันแล้วแต่ก็ยังไม่ถึงเวลาโอนก็มี และในบางกรณีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต้องการให้มีการคุ้มครองสิทธิชั่วคราวเท่านั้นแต่ยังไม่ถึงกับว่าจะทำการฟ้อง อีกอย่างหนึ่งผู้มีส่วนได้เสียไม่อาจทราบได้ว่าเมื่อใดที่เจ้าของที่ดินจะแสดงออกว่าจะโอนที่ดินให้แก่ผู้อื่นดังนั้น ผู้ซื้อหรือผู้มีส่วนได้เสียเกี่ยวกับที่ดินมีโอกาสน้อยมากที่จะอายัดที่ดิน เมื่อเป็นเช่นนี้ก็เท่ากับทำให้บุคคลเหล่านี้ขาดมาตรการที่มีประสิทธิภาพในการคุ้มครองส่วนได้เสียของตน แต่การอายัดที่ดินในต่างประเทศที่ใช้ระบบทอร์เรนส์นั้น การอายัดไม่ได้มุ่งมีไว้เพื่อให้ทำการอายัดก่อนการฟ้องคดีหรือเพื่อฟ้องคดี แต่การอายัดมีไว้เพื่อวัตถุประสงค์สองประการคือ ประการที่หนึ่ง มีไว้เพื่อเตือนให้ผู้ที่จะติดต่อดำเนินการใด ๆ เกี่ยวกับที่ดินนั้น ได้รับทราบว่าสิทธิของเจ้าของที่ดินนั้นมีผู้อ้างว่าตกอยู่ภานใต้สิทธิอื่นที่ยังไม่ได้จดทะเบียนอยู่ ประการที่สอง การอายัดที่ดินมีไว้เหมือนเป็นสัญญาณเตือนภัยให้แก่ผู้ขออายัด คือเมื่อใดที่มีการยื่นคำขอจดทะเบียนเกี่ยวกับที่ดินขออายัดนั้น ผู้ขออายัดจะได้รับการแจ้งจากนายทะเบียนที่ดินให้ทราบถึงการขอจดทะเบียนนั้น เมื่อได้รับแจ้งแล้วก็เป็นหน้าที่ของผู้ขออายัดที่จะต้องไปดำเนินการพิสูจน์สิทธิของตนต่อศาลภายในเวลาที่กำหนดไว้ มิฉะนั้นการอายัดก็จะสิ้นผลบังคับ นอกจากการอายัดแบบนี้แล้ว ก็ยังมีการบัญญัติมาตราอื่นเพื่อมุ่งคุ้มครองสิทธิที่ยังไม่ได้จดทะเบียนหรือเอกสารสำคัญต่างๆ ที่จัดทำในระบบทอร์เรนส์ก่อนที่จะมีการจดทะเบียนเอกสารสัญญาเหล่านั้น เช่น วิธีการขอตรวจสอบหลักฐานทะเบียนที่ดินของรัฐนิวเซาท์เวลล์และประเทศสิงคโปร์ การขอให้รอคอยการยื่นคำขอจดทะเบียนของรัฐวิคตอเรีย และเวสเทอร์นออสเตรเลีย การขอบันทึกว่าตนมีสิทธิหรืออยู่ในฐานะที่จะจดทะเบียนได้ก่อนผู้อื่นของรัฐทัสเมเนีย วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์ที่จะซึกษาถึงระบบการอายัดและมาตรการอื่นๆ ที่ใช้อยู่ในต่างประเทศ ซึ่งใช้ในคุ้มครองผู้มีส่วนได้เสียเกี่ยวกับที่ดินก่อนการจดทะเบียนเพื่อจะได้นำมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับกฎหมายและวัฒนธรรมไทย

  • การโฆษณาในหนังสือพิมพ์ไทยรายวันศึกษาลักษณะการจัดรูปแบบชิ้นงานโฆษณา
    การวิจัยครั้งนี้ เป็นการศึกษาตัวสาร โดยใช้วิธีการวิเคราะห์เนื้อหา ที่มุ่งหาคำตอบเพื่ออธิบายว่า ลักษณะการจัดรูปแบบชิ้นงานโฆษณาในหนังสือพิมพ์ไทยรายวันนั้นเป็นอย่างไร และลักษณะที่ได้รับความนิยมใช้อยู่นั้นมีความเกี่ยวข้องหรือสอดคล้องกับหลักทฤษฎี หลักการ หรือข้อมูลจากการวิจัยหรือไม่อย่างไร โดยทำการศึกษาจากองค์ประกอบของ โฆษณาขนาดใหญ่ ในประเด็นต่างๆ อันได้แก่วิธีการสื่อสารด้วยภาพ, เทคนิคการใช้ภาพประกอบ, รูปแบบการวางผังโฆษณา, การใช้สี, ขนาด, พาดหัว, คำขวัญ และแรงขับที่ใช้ในการจูงใจ จากภาพโฆษณาตัวอย่างจำนวน 1,489 ภาพ ที่สุ่มได้จากหนังสือพิมพ์ไทยรายวันจำนวน 244 ฉบับ ด้วยการลงรหัสในแบบลงรหัสซึ่งข้อมูลที่ได้สามารถนำมาสรุปผลการวิเคราะห์ได้ดังนี้คือ 1. ที่อยู่อาศัยและโครงการจัดสรรที่ดินเป็นสินค้าที่ลงโฆษณามากที่สุด ตามด้วยโทรศัพท์ อุปกรณ์-เครื่องใช้สำนักงาน,ห้างสรรพสินค้าและศูนย์การค้า, สื่อประเภทต่างๆ , คอมพิวเตอร์, ผู้ประกอบการนำเที่ยว และโรงแรมและรีสอร์ท เป็นลำดับ 2. วิธีการสื่อสารด้วยภาพที่มีลักษณะตรงตัวนิยมใช้ มากกว่า วิธีการสื่อสารด้วยภาพที่มีลักษณะเป็นนัย ผลที่ได้นี้สอดคล้องสมมติฐานการวิจัยของเมอร์เรียตี้ โดยสินค้าประเภทที่อยู่อาศัยและโครงการจัดสรรคที่ดิน, โทรศัพท์ อุปกรณ์-เครื่องใช้สำนักงาน, รถยต์นั่งส่วนบุคคล และคอมพิวเตอร์ นิยมใช้วิธีการสื่อสารด้วยภาพลักษณ์ที่มีลักษณะตรงตัว ในขณะที่สื่อประเภทต่างๆ,ห้างสรรพสินค้าและศูนย์การค้า, ผู้ประกอบการนำเที่ยว และโรงแรมและรีสอร์ท นิยมใช้วิธีการสื่อสารด้วยภาพที่มีลักษณะเป็นนัย 3. ภาพถ่าย นิยมใช้มากกว่า ภาพวาด ผลที่ได้นี้มีความสอดคล้องกับผลการวิจัยมอร์เรียตี้ และแนวคิดของเดวิด โอกิลวี และเมื่อพิจารณาถึงประเภทสินค้าก็พบว่าสินค้าส่วนใหญ่นิยมใช้ภาพถ่ายมากกว่าภาพวาด ยกเว้นที่อยู่อาศัยและโครงการจัดสรรที่ดิน ที่นิยมใช้ภาพวาดมากกว่าภาพถ่าย 4. ความสัมพันธ์ระหว่างเทคนิคการใช้ภาพประกอบกับวิธีการสื่อสารด้วยภาพสอดคล้องกับผลการวิจัยของมอร์เรียตี้แต่ไม่สอดคล้องกับสมมติฐานการวิจัยของมอร์เรียตี้กล่าวคือ ภาพวาดถูกนำไปใช้กับวิธีการสื่อสารด้วยภาพที่มีลักษณะตรงตัว มากกว่าที่มีลักษณะเป็นนัย 5. การวางผังโฆษณาแบบมาตรฐาน นิยมใช้มากที่สุด ผลที่ได้นี้มีความใกล้เคียงกับผลการวิจัยในต่างประเทศ 6. ภาพขาว-ดำ ใช้มากกว่าภาพสี ผลที่ได้นี้ไม่สอดคล้องกับหลักการจัดกลุ่มการรับรู้ของเกลตัลท์เพราะ ข้อจำกัดด้านเนื้อที่ให้ลงโฆษณาสีไหนหนังสือพิมพ์ไทยรายวัน และ ข้อจำกัดในด้านงบประมาณของผู้โฆษณา 7. โฆษณาขนาดใหญ่ ใช้มากกว่าขนาดเล็ก ยกเว้นขนาดเต็มสองหน้า และขนาดใหญ่กว่า ¼ แต่เล็กกว่า ½ หน้า ที่ใช้น้อยกว่า ขนาดเต็มที่หน้า ซึ่งเป็นขนาดที่ใช้มากที่สุดและขนาด ¼ หน้า ตามลำดับ เนื่องจากผู้โฆษณาเห็นว่าทั้งสองขนาดนั้นไม่ใผลคุ้มค่าเท่ากับการลงทุนเท่าที่ควร และข้อจำกัดด้านเนื้อหาที่ต้องลงโฆษณาในขนาดทั้งสองของหนังสือพิมพ์ไทยรายวันอย่างไรก็ตามผลการวิจัยที่ได้ส่วนใหญ่ยังสอดคล้องกับหลักการจัดการกลุ่มการรับรู้ของเกสตัลท์ 8. พาดหัวในรูปแบบของการยั่วยุ ในรูปของข่าว และในรูปของการเสนอประโยชน์เป็นกลุ่มพาดหัวที่ได้รับความนิยมใช้มาก ผลที่ได้นี้มีความสอดคล้องกับข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการพาดหัวของเดวิด โอกิลวี 9. คำขวัญมีความนิยมในการใช้น้อย คำขวัญที่เน้นตัวสินค้านิยมใช้มากกว่าคำขวัญที่เน้นเกี่ยวกับตัวสถาบัน ผลที่ได้นี้มีความสอดคล้องกับแนวคิดเกี่ยวกับการเรียนรู้แบบใช้ความคิดความเข้าใจ 10. การกระตุ้นแรงขับทุติยภูมิ นิยมใช้มากกว่า การกระตุ้นแรงขับปฐมภูมิ ผลที่ได้นี้ไม่สอดคล้องกับแนวคิดของมาสโลว์เพราะ มีปัจจัยทางด้านการพัฒนาทางเศรษบกิจเข้ามาเกี่ยวข้องและเมื่อพิจารณาถึงประเภทสินค้า ก็พบว่าสินค้าทั้ง 8 ประเภท ที่ทำการศึกษานิยมใช้การกระตุ้นแรงขับทุติยภูมิ มากกว่า แรงขับปฐมภูมิ

  • การจัดสวัสดิการแรงงานของไทยกรณีศึกษากองทุนเงินทดแทนและกองทุนประกันสังคม
    สวัสดิการแรงงานในพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537 และพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2538 ปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2537 เรื่องกองทุนเงินทดแทนและกองทุนประกันสังคมได้รับการยอมรับว่ามีความเหมาะสมและสอดคล้องกับหลักสากลที่ประเทศต่างๆ ให้การยอมรับและได้ใช้บังคับแก่นายจ้างภาคเอกชนและรัฐเพื่อให้ความช่วยเหลือแก่ลูกจ้างมาเป็นเวลานาน จนกระทั่งถึงปัจจุบัน แต่ความเปลี่ยนแปลงของสังคมในด้านต่างได้ก่อให้เกิดความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องหลายประการในกองทุนทั้งสอง ถึงแม้ว่าจะได้มีการปรับปรุงแก้ไขมาตลอดระยะเวลาแต่ปัญหาก็มิได้หมดสิ้นไป ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการให้ความคุ้มครอง ปัญหาเงินทดแทนหรือประโยชน์ทดแทน ปัญหาการประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย ปัญหาการจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุน ซึ่งปัญหาเหล่านี้เมื่อเกิดขึ้น ย่อมมีผลกระทบต่อลูกจ้างโดยตรงคือทำให้ลูกจ้างส่วนใหญ่ไม่ได้รับการช่วยเหลือจากกองทุนทั้งสองตามความเหมาะสมหรือตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย สาเหตุเพราะการบัญญัติกฎหมายในเรื่องการประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยเนื่องจากการทำงานหรือมิใช่เนื่องจากการทำงานยังไม่ชัดเจนหรือยังไม่มีความเหมาะสมต่อสภาวะของสังคมในปัจจุบันเท่าที่ควรจะเป็น อันก่อให้เกิดผลกระทบต่อการรักษาพยาบาล ในเรื่องค่ารักษาพยาบาล และประโยชน์ทดแทนต่างๆ จากกรณีนี้ยังได้ก่อให้เกิดปัญหาเกี่ยวเนื่องมาอีกมากมาย อาทิปัญหาการให้ความคุ้มครองและปัญหาเรื่องเงินสมทบ เป็นต้น วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ จึงมุ่งศึกษาเปรียบเทียบระหว่างกองทุนเงินทดแทนและกองทุนประกันสังคมตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537 และพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 ปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติประกันสังคมพ.ศ. 2537 ในส่วนที่เกี่ยวกับข้อแตกต่างระหว่างกองทุนในเรื่องการให้ความคุ้มครอง สิทธิประโยชน์และเงินสมทบเพื่อให้ทราบว่า แนวคิดทฤษฎี และหลักกฎหมาย ที่นำมาใช้ในกองทุนประกันสังคมนี้มีความแตกต่างกันอย่างไรไน 4 ประเด็นหลักคือ หลักเกณฑ์การให้ความคุ้มครอง หลักเกณฑ์การจ่ายเงินทดแทนหรือประโยชน์ทดแทน ผลกระทบต่อสิทธิและหน้าที่ของฝ่ายต่างๆ และเรื่องเงินสมทบ จากผลการศึกาพบว่า กองทุนเงินทดแทน และกองทุนประกันสังคมมีความแตกต่างกันใน ด้านแวคิด ทฤษฎีและหลักกฎหมาย กล่าวคือ กองทุนเงินทดแทนมุ่งเน้นเฉพาะกลุ่มเป้าหมายคือ ลูกจ้างโดยต้องการให้นายจ้างเป็นผู้มีหน้าที่ดูแลทุกข์สุขของลูกจ้างเท่าที่จะเป็นไปได้ตามความเหมาะสมในแต่ละยุคสมัย ส่วนกองทุนประกันสังคมนั้นรัฐเป็นผู้วางแนวคิด ในการหาวิธีช่วยเหลือประชาชนทั้งหมดของประเทศ เพื่อก่อให้เกิดการกินดีอยู่ดีมีสุขทั่วหน้า ในด้านทฤษฎีและหลักกฎหมายนั้น กองทุนเงินทดแทนได้นำทฤษฎีความสัมพันธ์แห่งเหตุและผลมาใช้โดยอาศัยหลักกฎหมายแพ่งลักษณะละเมิด แต่กองทุนประกันสังคมนั้นได้นำเอาทฤษฎีนิติศาสตร์เชิงสังคมวิทยา โดยอาศัยหลักกฎหมายทางการปกครองมาใช้ คือ ทุกคนในสังคมเดียวกัน ควรมีหน้าที่รับผิดชอบต่อสมาชิกคนอื่นๆ ในสังคมนั้นด้วย ด้วยเหตุนี้จึงงไม่สนับสนุนให้รวมกองทุนทั้งสองเข้าด้วยกันและให้กองทุนทั้งสองดำเนินไปตามหลักการของแต่ละกองทุน ก็จะเป็นการช่วยเหลือลูกจ้างและประชาชนให้ตรงเป้าหมาย และเป็นการสร้างระบบการจัดสวัสดิการแรงงานที่ดีในอนาคต

  • การประกันการว่างงานตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533
    ในปัจจุบันถึงแม้ว่าพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 จะมีบทบัญญัติเกี่ยวกับประโยชน์ทดแทน ในกรณีว่างงานไว้แล้วก็ตาม แต่บทบัญญัติดังกล่าวก็ยังไม่มีผลบังคับใช้ และยังมิได้มีการดำเนินโครงการประกันว่างงานในปัจจุบัน เนื่องจากมาตรา 104 วรรคท้ายแห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวกำหนดไว้ว่า สำหรับการจัดเก็บเงินสบทบ เพื่อการให้ประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงานจะเริ่มดำเนินการเมื่อใดให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีการตราพระราชกฤษฎีกาแต่อย่างใดปัญหาการว่างงานจึงยังไม่ได้รับการแก้ไขและเยี่ยวยาเท่าที่ควร ก่อให้เกิดปัญหาทางสังคมและเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนอาจกลายเป็นปัญหาทางการเมืองได้ในที่สุด วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ มุ่งศึกษาเกี่ยวกับโครงการประกันการว่างงานโดยศึกษาประวัติความเป็นมาของโครงการประกันการว่างงาน และปัญหาเกี่ยวกับการว่างงานในต่างประเทศ ซึ่งในการศึกษาครั้งนี้ได้พิจารณาเฉพาะโครงการของบางประเทศ ได้แก่ อังกฤษ เยอรมัน ญี่ปุ่น ฟินแลนด์ สวีเดน นิวซีแลนด์ และออสเตรเลีย ตลอดจนศึกษาสภาพปัญหาและสาเหตุของการว่างงานในประเทศไทย เพื่อนำมาใช้ในการกำหนดแนวทางการตราเป็นแนวทางตราพระราชกฤษฎีกาบังคับใช้เพื่อการดำเนินโครงการให้ความคุ้มครองคนว่างงานในการจ่ายประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงาน ตามพระราชบัญญัติประกันสังคมให้มีความเหมาะสม มีประสิทธิภาพสูงสุดและสอดคล้องกับระบบเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองของประเทศไทย ผลการศึกษาพบว่า โครงการประกันการว่างงาน เป็นโครงการที่มีความสำคัญ และเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับผู้ใช้แรงงานโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อประสบปัญหาการว่างงานที่มิใช่สืบเนื่องจากความบกพร่องของคนงาน ผู้ทำการศึกษา จึงมีความเห็นว่าประเทศไทยสมควรจะต้องประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาบังคับใช้โครงการประกันการว่างงานโดยเร็ว ทั้งยังมีความจำเป็นต้องแก้ไขมาตรา 104 วรรคท้ายแห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 จากข้อความเดิมที่ว่า สำหรับการจัดเก็บเงินสมทบเพื่อการให้ประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงาน จะเริ่มดำเนินการเมือใดให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา โดยแก้ไขเพิ่มเติมด้วยการกำหนดระยะเวลาในการบังคับใช้ไว้อย่างแน่นอน เช่น ภายใน 3 ปี หรือ 5 ปี เป็นต้น ทั้งนี้ เพื่อเป็นหลักประกันทางเศรษฐกิจแก่ลูกจ้างและครอบครัวต่อไป

  • การวิเคราะห์สถานภาพการดำเนินงานประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างภาพลักษณ์ทางธุรกิจของการสื่อสารแห่งประเทศไทย
    การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงกระบวนการขั้นตอนการดำเนินงานประชาสัมพันธ์ รวมทั้งปัจจัยที่เกี่ยวข้องต่อการกำหนดนโยบายวัตถุประวงค์ในการดำเนินงานประชาสัมพันธ์ รวมทั้งวิเคราะห์ถึงรูปแบบการคติดต่อสื่อสารระหว่างเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค โดยเฉพาะปัญหาความขัดแย้งที่เป็นอุปสรรคต่อความร่วมมือในการดำเนินงาน การสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับ กสท. กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาแบ่งออกเป้น 2 ส่วน คือ 1 คณะกรรมการวางแผนและควบคุมการดำเนินงานโฆษณาประชาสัมพันธ์ จำนวน 8 คน กับเจ้าหน้าที่ทำหน้าที่ในการปฏิบัติงานประชาสัมพันธ์ในส่วนกลางและภูมิภาค จำนวน 66 คน การเก็บรวบรวมข้อมูลใช้แบบสอบถาม คำถามปิดการวิเคราะห์ข้อมูล ใช้วิธีการทางสถิติเชิงพรรณาหาค่าร้อยละ ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยที่มีความสำคัญต่อการกำหนดนโยบาย วัตถุประสงค์และกลยุทธ์การดำเนินงานประชาสัมพันธ์ เพื่อสร้างภาพลักษณ์ทางธุรกิจ ได้แก่ การเมือง การเปลี่ยนแปลงทางด้านเศรษบกิจ และสังคม ภาพลักษณ์ทางธุรกิจที่ต้องการให้เกิดขึ้นคือการเป็นผู้นำการให้บริการโทรคมนาคมของประเทศ และเป็นศูนย์กลางการให้บริการในประเทศย่านอินโดจีน รวมทั้งการให้บริการด้วยความสะดวก รวดเร็ว ปลอดภัยและสามารถสนองต่อความต้องการของผู้ใช้บริการ ปัจจุบันภาพลักษณ์ของ กสท. อยู่ในขั้นดี รูปแบบการติดต่อสื่อสารเพื่อที่จะช่วยลดปัญหาความขัดแย้งที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินงานเป็นนัยสำคัย คือ ให้มีการสัมมนาระหว่างผู้บริหารกับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานเพื่อหาแนวทางในการแก้ปัญหา อุปสรรคและการดำเนินงานเพื่อสร้างภาพลักษณ์ทางธุรกิจ ของ กสท. ต่อไป

  • การศึกษาเปรียบเทียบการดำเนินงานประชาสัมพันธ์ของมหาวิทยาลัยรัฐและเอกชนในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล
    การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเปรียบเทียบการดำเนินงานประชาสัมพันธ์ของมหาวิทยาลัยของรัฐกับมหาวิทยาลัยเอกชนในเขตกรุงเทพมหานคร และปริมณฑลในด้านการจัดการองค์กร ลักษณะการดำเนินงานประชาสัมพันธ์ รวมถึงปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินงาน โดยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพที่ใช้วิธีเก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์ และแบบสอบถามศึกษาเอกสารประกอบข้อมูลกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 2 กลุ่มคือ กลุ่มอธิการบดีผรือผู้แทนกับหัวหน้าหน่วยงานประชาสัมพันธ์ของมหาวิทยาลัยของรัฐ 8 แห่ง และมหาวิทยาลัยเอกชน 8 แห่ง รวม 16 มหาวิทยาลัย ผลการวิจัยพบว่า การจัดองค์กรของหน่วยงานประชาสัมพันธ์ของมหาวิทยาลัยรัฐและเอกชนไม่มีความแตกต่างกันมากนัก โดยส่วนใหญ่มักขึ้นอยู่กับสำนักงานอธิการบดีหรือกองกลาง ส่วนที่ต่างกันเล็กน้อยได้แก่ ขั้นตอนในการบริหารจัดการระหว่างระบบราชการที่ซับซ้อนกับระบบเอกชนที่มีขั้นตอนไม่ซับซ้อนมากนัก สำหรับลักษณะการดำเนินงานประชาสัมพันธ์นั้นพบว่าทุกมหาวิทยาลัยเน้นให้ความสำคัญกับการประชาสัมพันธ์ภายในเป็นอันดับแรก จากนั้นจึงเป็นการประชาสัมันธ์ภายนอกและการประชาสัมพันธ์เฉพาะกิจ โดนส่วนใหญ่มักนิยมใช้สื่อที่สามารถผลิตได้เอง เช่น วารสารภายใน แผ่นพับ โปสเตอร์ เพื่อความสะดวกในการผลิต เผยแพร่ รวมทั้งสอดคล้องกับศักยภาพของบุคคลากรและงบประมาณสื่อมวลชนที่นิยมใช้ ได้แก่ หนังสือพิมพ์ วิทยุ และโทรทัศน์ ตามลำดับ ส่วนการประชาสัมพันธ์เฉพาะกิจพบว่ามีการจัดกิจกรรมสำคัญเป็นประจำ เช่น งานรับปริญญา งานวันสถาปนามหาวิทยาลัย นิทรรศการ หรือการประชุมสัมมนาต่างๆ ซึ่งใช้ทั้งสื่อที่ผลิตเอง และสือมวลชนโดยขึ้นอยู่กับงบประมาณและวัตถุประสงค์ และกลุ่มเปาหมายของแต่ละกิจกรรมปัญหาและอุปสรรคของการดำเนินงานนั้นพบว่า ทั้งมหาวิทยาลัยรัฐและมหาวิทยาลัยเอกชน ไม่มีความแตกต่างกันมากนัก โดยปัญหาอันเกิดจากผู้บริหารระดับสูงของมหาวิทยาลัยเป็นปัญหาสำคัญที่สุด เพราะส่งผลให้เกิดปัญหาอื่นๆ ตามมา ได้แก่ การไม่ตระหนักถึงความสำคัญของการประชาสัมพันื ทำให้เกิดปัญหาในการสนับสนุนด้านบุคลากร งบประมาณ และเครื่องมืออุปกรณ์ที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการและปริมาณงานที่ต้องรับผิดชอบ ทั้งนี้พบว่าอุปสรรคสำคัญที่สุด ได้แก่ อุปสรรคด้านงบประมาณ รองลงมา คือ ด้านบุคลากรทั้งในด้านคุณวุฒิประสบการณ์และปริมาณ ข้อเสนอแนะโดยทั่วไป (1) ผู้บริหารระดับสูงจำเป็นต้องตระหนักและให้ความสำคัญต่อการประชาสัมพันธ์อย่างเป็นรูปธรรมโดยมีการกำหนดนโยบายเพื่อการวางแผนที่ชัดเจนและมีประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานตามแผนตลอดจนสามารถตรวจวัดและประเมินผลการประชาสัมพันธ์ได้ (2) มหาวิทยาลัยของรัฐและเอกชนควรจัดสรรงบประมาณด้านการประชาสัมพันธ์ให้ชัดเจนทั้งนี้เพราะการประชาสัมพันธ์ไม่ว่าจะเป็นของรูปกิจกรรมหรือการเผยแพร่ข่าวสารหรือแม้แต่สื่อมวลชนสัมพันธ์จำเป็นต้องมีค่าใช้จ่ายที่นักประชาสัมพันธ์สามารถใช้ได้อย่างอิสระและมีความคล่องตัวเพียงพอในสภาพของการแข่งขันทางด้านสื่อสารการประชาสัมพันธ์ (3)มหาวิทยาลัยของรัฐและเอกชนควรจัดโครงสร้างองค์กรของหน่วยงานประชาสัมพันธ์ให้มีอิสระคล่องตัวมากยิ่งขึ้นด้วยการกระจายอำนาจและลดขั้นตอนในการทำงานลงบ้างรวมทั้งเน้นให้มีการประสานงานกันระหว่างหน่วยงานต่างๆ ภายในมหาวิทยาลัย ข้อเสนอแนะสำหรับการวิจัย (1) การวิจัยในครั้งต่อไป ควรลดจำนวนกลุ่มตัวอย่างมหาวิทยาลัยที่นำมาศึกษาลงบ้างเพื่อให้ผู้วิจัยสามารถวิเคราะห์ในแนวลึกมากกว่าการมองแบบภาพรวม เช่น การศึกษาถึงปัจจัยหรือปัญหาและอุปสรรคในการประชาสัมพันธ์ที่สัมพันธ์กับหน่วยงานต่างๆ ในองค์กร ซึ่งจะช่วยทำให้ข้อค้นพบหรือองค์ความรู้ที่มีประโยชน์ในการนำไปใช้ปรับปรุงงานประชาสัมพันธ์ของมหาวิทยาลัยได้จริง ทั้งนี้ควรพิจารณาเลือกสถาบันอุดมศึกษาที่เป็นที่ยอมรับของสื่อมวลชนและในหมู่นักประชาสัมพันธ์ด้วยกัน (2) ในประเด็นเกี่ยวกับการประชาสัมพันธ์ของมหาวิทยาลัยนี้ อาจจะมีการขยายมิติในการศึกาให้มากขึ้น เช่น การเปรียบเทียบลักษณะและรูปแบบของการประชาสัมพันธ์ของมหาวิทยาลัยกับองค์กรธุรกิจ หรือวิเคราะห์หาแนวโน้มในอนาคตว่าสถาบันการศึกษาจะมีความเปลี่ยนแปลงในลักษณะเชิงธุรกิจเพื่อให้สอดคล้องสภาพการแข่งขันในปัจจุบัน (3) น่าจะมีการวิจัยทดลอง ที่เกี่ยวกับการดำเนินงานด้านการ ประชาสัมพนัธ์ของมหาวิทยาลัย เพื่อแสวงหาวิธีการแก้ปัญหา และพัฒนาประสิทธิภาพขององค์กร เช่น จัดทำโครงการประชาสัมพันธ์รวมทั้งมีการผลิตสื่อประชาสัมพันธ์ทอลองในรูปแบบและเนื้อหาที่เป็นการแก้ปัญหาต่างๆ ที่พบจากการวิจัยนี้ หรืออาจจะเป็นการทดลองใช้เทคโนโลยีในการสื่อสารเพื่อการประชาสัมพันธ์ เช่น ระบบอินเตอร์เน็ต หรือผลิตสื่อในรูปแบบซีดีรอม ซึ่งอาจนำไปใช้เป็นโครงการนำร่อง สำหรับการพัฒนางานประชาสัมพันธ์ของมหาวิทยาลัยไทยที่กำลังก้าวสู่ยุคข้อมูลข่าวสารในอนาคตอันใกล้ต่อไป

  • การมีส่วนร่วมของเกษตรกรในการจัดการน้ำชลประทานฝ่ายส่งน้ำและบำรุงรักษาที่ 4 โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาโดมน้อย จังหวัดอุบลราชธานี
  • การศึกษาพฤติกรรมการรับรู้ของนักเรียนระดับประถมศึกษาในเขตกรุงเทพมหานครที่มีต่อดนตรีประกอบภาพยนตร์โฆษณาทางโทรทัศน์
    การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงพฤติกรรมการรับรู้และความสามารถในการจดจำดนตรีในภาพยนต์โฆษณาของนักเรียนชั้นประถมศึกษา โดยการวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ กล่าวคือ เป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์กลุ่ม ซึ่งมีการเปิด V.D.O และเทปประกอบการสัมภาษณ์ กลุ่มตัวอย่างที่ศึกษาคือ นักเรียนอายุ 6-12 ปี ที่ศึกษาระดับประถมศึกษาชั้นปีที่ 1-6 ในเขตกรุงเทพมหานคร ผลการวิจัยพบว่า 1. นักเรียนส่วนใหญ่มีพื้นฐานทางดนตรีปานกลางค่อนข้างไปทางมาก และนักเรียนที่มีอายุมากว่าค่อนข้างมีพื้นฐานทางดนตรีดีว่านักเรียนที่มีอายุน้อย โดยนีกเรียนหญิงมีความรู้ทางทักษะดีกว่านักเรียนชาย แต่นักเรียนชายมีความรู้เนื้อหาทางด้านดนตรีดีกว่านักเรียนหญิง 2. นักเรียนส่วนใหญ่มีความสนใจดนตรีมาก ส่วนใหญ่เป็นการฟังดนตรีแบบไม่รู้ตัวและอีกส่วนหนึ่งจะเป็นการฟังแบบใจจดใจจ่อ มีสมาธิในการฟังมาก โดยนักเรียนชายมีความสนใจดนตรีมากกว่านักเรียนหญิง และเมื่อนักเรียนมีอายุมากจะสนใจดนตรีมากขึ้น และนักเรียนนิยมฟังเพลงป๊อบที่นิยมฮิตติดหูเป็นวงสตริงทั่วๆไป 3. นักเรียนส่วนใหญ่ชอบดนตรีประกอบภาพยนตร์โฆษณามาก โดยนักเรียนอายุมากมีแนวโน้มชอบดนตรีประกอบภาพยนตร์โฆษณามากกว่านักเรียนอายุน้อย และนักเรียนหญิงมีแนวโน้มชอบดนตรีประกอบภาพยนตร์โฆษณามากกว่านักเรียนชาย 4. นักเรียนชอบดนตรีประกอบภาพยนตร์โฆษณาที่มีทั้งเนื้อร้องและทำนองรวมกัน ชอบเพลงประกอบภาพยนตร์โฆษณาที่มีลักษณะเร็วๆ ดังๆ เนื้อร้องและทำนองต้องออกมาสนุก ไพเราะ น่าฟัง เร้าใจ มัน สะใจ ร่าเริง แปลกๆ รู้สึกน่าติดตาม ได้อารมณ์ และสามารถเข้ากับภาพยนตร์โฆษณา และสามารถทำให้เต้นหรือโยกตัวตามไปด้วยได้ 5. นักเรียนส่วนใหญ่จดจำดนตรีประกอบภาพยนตร์โฆษณาได้ดี โดยนักเรียนที่มีอายุมากจะมีการจดจำได้ดีกว่านักเรียนที่มีอายุน้อย และนักเรียนหญิงมีแนวโน้มจดจำได้ดีกว่านักเรียนชาย 6. นักเรียนเคยเอาดนตรีประกอบภาพยนตร์โฆษณาไปทำกิจกรรมอื่นๆ เช่น เพลงเชียร์หรือเอาไปล้อเพื่อน เอาไปประกอบการเล่นต่างๆ 7. ดนตรีประกอบภาพยนตร์โฆษณาไม่มีผลโดยตรงต่อพฤติกรรมการบริโภคสินค้าของนักเรียน นักเรียนจะซื้อสินค้าตามอารมณ์ เน้นคุณภาพ และซื้อตามจำนวนเงินที่ได้รับ 8. ตัวบุคคลที่อยู่ในภาพยนตร์โฆษณาหรือแม้แต่ดนตรีประกอบภาพยนตร์โฆษณาถ้าแสดงหรือร้องโดยเป็นวัยเดียวกับนักเรียน นักเรียนจะให้ความสนใจ ใส่ใจ จะทำให้นักเรียนสามารถจดจำดนตรีประกอบภาพยนตร์โฆษณาและโฆษณาดีขึ้น

  • ความคาดหวังของนักประชาสัมพันธ์และทัศนคติของผู้สื่อข่าวต่อการให้และรับข้อเสนอในเชิงผลประโยชน์
    ปัจจุบันการประชาสัมพันธ์ เป็นหนึ่งในยุทธวิธีที่องค์กรธุรกิจต่างให้ความสำคัญ เพื่อใช้เป็นช่องทางการสื่อสารสู่ผู้บริโภค และสร้างภาพลักษณ์ที่ดี อันจะนำมาซึ่งความสำเร็จของสินค้าและองค์กรทั้งในระยะสั้นและระยะยาว แต่การประชาสัมพันธ์ จะให้ได้รับความสำเร็จต้องพึ่งสื่อ โดยเฉพาะหนังสือพิมพ์ ซึ่งเป็นตัวกลางนำข่าวสารจากองค์กรสู่ประชาชน แต่ด้วยเนื้อที่ที่จำกัดและการต้องการได้รับความร่วมมืออย่างเต็มที่ จึงทำให้นักประชาสัมพันธ์ องค์กรธุรกิจบางแห่งต้องใช้ผลประโยชน์มาช่วยผลักดันการประชาสัมพันธ์ให้บรรลุเป้าหมาย การวิจัยเรื่อง ความคาดหวังของนักประชาสัมพันธ์ และทัศนคติของผู้สื่อข่าวต่อการให้และรับข้อเสนอในเชิงผลประโยชน์ ได้วิจัยกับกลุ่มตัวอย่าง 2 กลุ่มคือ กลุ่มนักประชาสัมพันธ์ขององค์กรธุรกิจ 7 ประเภท คือ สถาบันการเงิน ธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภค ธุรกิจยานยนต์ และน้ำมัน ธุรกิจคมนาคม ธุรกิจบันเทิง ธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้าและคอมพิวเตอร์ และธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ กลุ่มตัวอย่างกลุ่มที่สองคือ กลุ่มผู้สื่อข่าว ของหนังสือพิมพ์รายวัน ภาษาไทย ที่รับผิดชอบหน้าเศรษฐกิจ หน้ากีฬา และหน้าบันเทิง ข้อมูลที่ได้จะนำมาวิเคราะห์และหาความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มตัวอย่างและปัจจัยต่างๆ โดยการหาค่าร้อยละ ผลการวิจัยพบว่า มีนักประชาสัมพันธ์ 91% และผู้สื่อข่าว 100% เคยให้หรือได้รับข้อเสนอที่เป็นผลประโยชน์ในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง ทั้งนี้ของชำรวย เป็นรูปแบบผลประโยชน์ที่นักประชาสัมพันธ์ให้มากที่สุด ซึ่งส่วนใหญ่จะแจกในงานแถลงข่าวและพิธีเซ็นสัญญา ส่วนผู้สื่อข่าวได้รับการเสนอผลประโยชน์ในรูปของของชำร่วยและการจัด Press Tour มากที่สุดในจำนวนที่เท่ากัน สำหรับผลประโยชน์ที่นักประชาสัมพันธ์ให้มากรองลงมาคือ การจับสลากแจกของรางวัล การจัด Press Tour การให้ส่วนลดและการให้สินค้าฟรี และการให้น้อยที่สุดคือ การให้เงิน ในขณะที่ผู้สื่อข่าวได้รับผลประโยชน์รองลงมาคือ การแจกของฟรีและการจับสลากแจกของรางวัลในจำนวนเท่ากัน การให้ส่วนลด และการรับเงินเป็นผลประโยชน์ที่ได้รับน้อยที่สุด ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวหน้าเศรษฐกิจเป็นกลุ่มผู้สื่อข่าวที่นักประชาสัมพันธ์ให้ผลประโยชน์บ่อยที่สุด รองลงมาคือ หน้ากีฬาและหน้าบันเทิง สำหรับผลของการให้ผลประโยชน์ต่อการประชาสัมพันธ์นั้น ส่วนใหญ่นักประชาสัมพันธ์ เชื่อว่า การให้ผลประโยชน์จะมีผลต่อการประชาสัมพันธ์ระดับปานกลางจนถึงมาก ในขณะที่ผู้สื่อข่าว คิดว่า จะมีผลต่อการตัดสินใจเผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์ในระดับปานกลางถึงน้อยและน้อยมาก แต่เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับปัจจัยอื่นๆ แล้ว ทั้งนักประชาสัมพันธ์และผู้สื่อข่าว คิดว่าการพิจารณาคัดเลือกข่าวประชาสัมพันธ์เผยแพร่ ปัจจัยที่สำคัญที่สุดคือ ประโยชน์ของผู้อ่านและนโยบายการเสนอข่าวของหนังสือพิมพ์ในขณะที่ปัจจัยเรื่องผลประโยชน์มีความสำคัญอันดับ ที่ 7 ซึ่งเป็นอันดับสุดท้าย ส่วนความคิดเห็นเกี่ยวกับการรับผลประโยชน์ต่อจรรยาบรรณนั้น ส่วนใหญ่นักประชาสัมพันธ์และผู้สื่อข่าวคิดว่า การให้หรือรับผลประโยชน์จะผิดจรรยาบรรณหรือไม่ ต้องพิจารณาเป็นกรณีไป ยกเว้นกรณีการแจกแจงของชำร่วยที่นักประชาสัมพันธ์ส่วนใหญ่คิดว่าไม่ผิดจรรยาบรรณในทุกกรณี ส่วนผู้สื่อข่าวคิดว่าการรับเงิน เป็นการผิดจรรยาบรรณในทุกกรณี นอกจากนั้นนักประชาสัมพันธ์ยังคิดว่าในอนาคต ยังจำเป็นต้องให้ผลประโยชน์ผู้สื่อข่าวและผู้สื่อข่าวก็คิดว่าอนาคตก็ยังคงมีการรับผลประโยชน์อยู่ต่อไป ในการทดสอบสมมติฐานพบว่า กรณีที่ว่านักประชาสัมพันธ์และผู้สื่อข่าวต่างก็มีการให้ผลประโยชน์แม้ทราบว่าเป็นการผิดจรรยาบรรณ ปรากฎว่ากรณีนักประชาสัมพันธ์ไม่สามารถยืนยันสมมติฐานได้ ส่วนผู้สื่อข่าวสามารถยืนยันสมมติฐานได้กรณีการจับสลากแจกรางวัลเท่านั้น ส่วนสมมติฐานที่ว่าการให้ผลประโยชน์จะช่วยให้การประชาสัมพันธ์สัมฤทธิผลมากขึ้นนั้น สามารถยืนยันสมมติฐานได้ในกรณีการจัด Press Tour และในกรณีการให้ส่วนลดในการซื้อสินค้า และสมมติฐานที่ว่ามีแนวโน้มว่านักประชาสัมพันธ์และผู้สื่อข่าวจะให้และรับผลประโยชน์ต่อไป ก็สามารถยืนยันสมมติฐานได้

  • การศึกษาการมีส่วนร่วมในการบริหารงานของบุคลากรในวิทยาลัยพลศึกษา จังหวัดลำปาง
    http://webpac.library.mju.ac.th:8080/mm/fulltext/thesis/2552/Bongkotchakorn_Hongsam/abstract.pdf

  • การวิเคราะห์แนวโน้มสถานะและความมั่นคงทางการเงินกรณีศึกษา บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด(มหาชน)
    http://webpac.library.mju.ac.th:8080/mm/fulltext/thesis/2552/Nongrat_Chatrattanapong/abstract.pdf

  • การวิเคราะห์รายการวิทยุชุมชนที่นำเสนอพระราชปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
    http://webpac.library.mju.ac.th:8080/mm/fulltext/thesis/2552/Thanawan_Chumsaeng/abstract.pdf

  • ธนาคารพาณิชย์กับการสร้างภาพพจน์กรณีศึกษา : ธนาคารกสิกรไทยธนาคารแห่งปี 2536
    วิทยานิพนธ์เรื่อง ธนาคารพาณิชย์กับการสร้างภาพพจน์ กรณีศึกษา ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารแห่งปี 2536 มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาภาพพจน์ทั่วๆ ไปของธนาคารกสิกรไทย จากลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการ 2. ศึกษาความคิดเห็นของลูกค้าที่มีต่อภาพพจน์ของธนาคารกสิกรไทย 3. ศึกษาปัจจัยที่มีต่อการเลือกใช้บริการและความต้องการข่าวสารของลูกค้าของธนาคารกสิกรไทย ผู้วิจัยได้ทำการศึกษาจากแหล่งข้อมูลทั้งปฐมภูมิและทุติยภูมิ โดยแหล่งข้อมูลปฐมภูมิได้จากการ สัมภาษณ์และแจกแบบสอบถามจากกลุ่มลูกค้าของธนาคารจำนวน 300 ราย โดยแยกเป็นกลุ่มลูกค้าต่างประเทศ 100 ราย กลุ่มลูกค้าสินเชื่อ 100 ราย และกลุ่มลูกค้าอื่นๆ 100 ราย โดยได้รวบรวมข้อมูลเชิงปริมาณ และข้อมูลเชิงคุณภาพ แล้วนำมาวิเคราะห์เชิงพรรณา โดยอาศัยสถิติเบื้องต้นได้แก่ ร้อยละ และค่าความถี่ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมติฐานเกี่ยวกับความคิดเห็นภาพพจน์ของธนาคารกสิกรไทยว่ามีความแตกต่างหรือไม่ ในเรื่องของเพศ อายุ การศึกษา อาชีพ รายได้ และกลุ่มลูกค้า โดยใช้ตาราง ANOVA โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป SPSS/PC ส่วนข้อทุติยภูมิได้แก่ เอกสาร สิ่งพิมพ์และคำแนะนำจากผู้ทรงคุณวุฒิที่ให้คำชี้แนะ วิทยานิพนธ์เรื่อง ธนาคารพาณิชย์กับการสร้างภาพพจน์กรณีศึกษา ธนาคารกสิกรไทยแห่งปี 2536 เป็นความมุ่งหวังที่จะแสดงให้เห็นถึงการสร้างภาพพจน์องค์กรโดยเฉพาะองค์กรขนาดใหญ่ที่มีส่วนในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศนั้น ย่อมขึ้นอยู่กับความน่าเชื่อถือและความไว้วางใจ ในการเข้ามาใช้บริการและในยุคโลกาภิวัฒน์ และยิ่งรัฐบาลมีนโยบายการเงินเสรี ยิ่งทำให้การแข่งขันทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นเพราะนอกจากจะแข่งขันกันกับสถาบันการเงินภายในประเทศแล้วธนาคารแห่งประเทศยังเปิดกว้างให้ธนาคารพาณิชย์ต่างชาติสามารถเข้ามาประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์ในประเทศไทยได้มากขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับความตกลงทั่วไปว่าด้วยพิกัดอัตราภาษีศุลกากรและการค้า จึงทำให้รูปแบบการดำเนินธุรกิจธนาคารพาณิชย์จะมีแนวโน้มที่เปลี่ยนไปจากอดีต โดยจะเป็นการหารายได้จากการเสนอบริการทางการเงินที่ทันสมัย รวดเร็วและหลากหลายมากขึ้น พร้อมกับพัฒนาบุคลากรให้มีทักษะความรู้ ความชำนาญเพิ่มขึ้น เพื่อให้สามารถดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคงและก้าวหน้าภายใต้ภาวะการแข่งขันเสรี โดยยังคงบทบาทของสถาบันการเงินที่สำคัญที่สุดของระบบการเงินไทย และสิ่งหนึ่งที่จะทำให้องค์กรเป็นที่ยอมรับก็คือการสร้างภาพพจน์ ภาพพจน์ที่มีความจำเป็นต่อการดำเนินกิจการของหน่วยงานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นองค์กร สถาบัน หรือสมาคมต่างๆ ถ้าหากหน่วยงานหรือองค์กรหรือสถาบันใดมีภาพพจน์ที่ดีประชาชนก็จะเกิดความเลื่อมใสศรัทธา ให้ความไว้วางใจและให้ความร่วมมือในกิจกรรมต่างๆ เป็นอย่างดีก่อให้เกิดความราบรื่นในการดำเนินงานและความเจริญก้าวหน้าของหน่วยงานนั้น ๆ ผลการวิจัย จากการสำรวจข้อมูลจากแบบสอบถามที่ได้จากลูกค้าของธนาคารกสิกรไทย พบว่า 1. ธนาคารกสิกรไทยและธนาคารพาณิชย์ของไทย มีภาพพจน์ทั่วไปที่เหมือนกันได้แก่ ความมั่นคงในการดำเนินธุรกิจ ความมีชื่อเสียง ความซื่อสัตย์ ความน่าเชื่อถือในการดำเนินธุรกิจ ส่วนภาพพจน์ที่แตกต่างกันได้แก่ ความเป็นผู้นำทางด้านเทคโนโลยีและการทำประโยชน์ให้กับสังคม ธนาคารกสิกรไทยมีภาพพจน์เด่นในด้าน การระบบบริหารงานที่ดี เป็นผู้นำทางด้านเทคโนโลยี พนักงานมีคุณภาพและประสิทธิภาพ และมีความมั่นคงในการดำเนินธุรกิจ 2. ในเรื่องของปัจจัยที่มีต่อการเลือกใช้บริการและความต้องการข่าวสารของลูกค้า พบว่า ลูกค้าเลือกใช้บริการกับธนาคารกสิกรไทยเพราะว่า เป็นธนาคารที่ทำประโยชน์ให้กับสังคม มีระบบการบริหารงานที่ดี มีบริการที่อบอุ่นและเป็นกันเอง พนักงานมีคุณภาพและประสิทธิภาพ และความเป็นผู้นำทางด้านเทคโนโลยี ในเรื่องขอความต้องการข่าวสารนั้นพบว่า ลูกค้าต้องการข่าวสารการวิเคราะห์เรื่องหุ้นจากสื่อสิ่งพิมพ์ ดอกเบี้ย/อัตราแลกเปลี่ยน จากสื่อหนังสือพิมพ์ การโฆษณา จากสื่อโทรทัศน์ กิจกรรมสาธารณะประโยชน์ จากหนังสือพิมพ์ บริการใหม่ ๆ จากสื่อโทรทัศน์การดำเนินงานของธนาคารและผู้บริหารของธนาคาร จากสื่อหนังสือพิมพ์ 3. ในเรื่องความรู้สึกของลูกค้าที่มีต่อธนาคารกสิกรไทย นั้นพบว่า ลูกค้าของธนาคารมองภาพพจน์ของธนาคารกสิกรไทยดีและให้การสนับสนุนธุรกิจของธนาคาร และมีความรู้สึกที่ดีและประทับใจกับการให้บริการของธนาคารด้านเทคโนโลยีและความสะดวกที่ได้รับจากธนาคาร ข้อมูลเบื้องต้น เพศ อายุ การศึกษา อาชีพ รายได้ มีค่าเฉลี่ยภาพพจน์ของธนาคารกสิกรไทย ไม่แตกต่างกัน สาเหตุที่เป็นเช่นนี้อาจเป็นเพราะลูกค้าส่วนของธนาคารมีสภาพทางวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมในสังคมไม่แตกต่างกัน สภาพทางเศรษฐกิจและการอยู่ร่วมกันในสังคมคล้ายคลึงกันจึงทำให้เกิดความรับรู้ในภาพพจน์ของธนาคารกสิกรไทยไม่แตกต่างกัน ส่วนประเภทของลูกค้าที่กำหนดตามลักษณะของการติดต่อกับธนาคารโดยแบ่งเป็น 3 ประเภทได้แก่ ลูกค้าสินเชื่อ ลูกค้าต่างประเทศ ลูกค้าอื่นๆ พบว่า ค่าเฉลี่ยของภาพพจน์แตกต่างกัน สาเหตุที่เป็นเช่นนี้อาจเป็นเพราะได้รับข้อมูลข่าวสารจากพนักงาน การพบปะพูดคุยการมีสังคม ไมตรีระหว่างพนักงานกับลูกค้าต่างกัน จึงมีโอกาสทำให้ภาพพจน์ของธนาคารกสิกรไทยจากการได้รับของลูกค้าทั้ง 3 ประเภทแตกต่างกัน จากผลการวิจัยทั้งหมดที่กล่าวมาประกอบกับการศึกษาแนวคิดและทฤษฎีและวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องผู้วิจัยพอสรุปได้ว่า ภาพพจน์ที่บุคคลมีต่อองค์กรขึ้นอยู่กับประสบการณ์ ความรู้ ความเข้ใจ ข้อมูลข่าวสาร ที่บุคคลได้รับและสิ่งต่างๆ เหล่านี้ย่อมก่อตัวขึ้นเป็นความประทับใจ ซึ่งอาจจะเป็นความประทับใจในทางดีหรือไม่ดี แล้วแต่พฤติกรรมหรือการกระทำขององค์กร ดังนั้นการสร้างภาพพจน์ให้องค์กรจึงเป็นงานที่ต้องทำอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอนอกจากพฤติกรรมหรือการกระทำขององค์กรแล้วยังต้องอาศัยการให้ข่าวสาร ความรู้และประสบการณ์อย่างเพียงพออีกด้วย

  • ปัจจัยในการตัดสินใจเลือกชมภาพยนตร์อเมริกา [ฮอลลีวูด] ของนิสิตนักศึกษาระดับอุดมศึกษาของรัฐในเขตกรุงเทพมหานคร
    การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเลือกชมภาพยนตร์อเมริกัน(ฮอลลีวูด) ของนิสิตนักศึกษาในเขตกรุงเทพมหานคร 2) สำรวจพฤติกรรมการตัดสินใจเลือกชมภาพยนตร์อเมริกัน(ฮอลลี่วูด) ของนักศึกษาในเขตกรุงเทพมหานคร 3) ทราบความสัมพันธ์ระหว่างสถานภาพทางเศรษฐกิจและสังคมกับตัดสินใจเลือกชมภาพยนตร์อเมริกัน (ฮอลลี่วูด)ของนิสิตนักศึกษาในเขตกรุงเทพมหานคร ใช้วิธีการวิจัยเชิงสำรวจ โดยการสุ่มตัวอย่างจากนิสิตนักศึกษาระดับอุดมศึกษาของรัฐ สังกัดทบวงมหาวิทยาลัยในเขตกรุงเทพมหานคร จำนวน 400 คน โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล สำหรับการวิเคราะห์ข้อมูล ใช้สถิติมาช่วยในการวิเคราะห์โดยแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ สถิติเชิงพรรณาได้แก่ การหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยเพื่ออธิบายตัวแปรต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจเลือกชมภาพยนตร์อเมริกัน(ฮอลลี่วูด) ของนิสิตนักศึกษา และส่วนที่ 2 คือ สถิติที่ใช้ในการทดสอบสมมติฐาน ได้แก่ การวิเคราะห์ค่าไคสแควร์ การหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ เพื่อหาค่าความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรอิสระกับการตัดสินใจเลือกชมภาพยนตร์อเมริกัน ของนิสิตนักศึกษา ผลการวิจัยพบว่า 1. การสื่อสารการตลาดเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเลือกชมภาพยนตร์เอมริกัน(ฮอลลี่วูด) ของนิสิตนักศึกษาของรัฐในเขตกรุงเทพมหานคร 2. นิสิตนักศึกษาระดับอุดมศึกษาของรัฐในเขตกรุงเทพมหานครชอบเข้าชมภาพยนตร์อเมริกัน(ฮอลลี่วูด) ในโรงภาพยนตร์ ชั้นหนึ่ง โดยมิได้ให้ความสำคัญต่อสถานที่ตั้งของโรงภาพยนตร์ชอบเข้าชมกันเป็นกลุ่ม ในช่วงเวลาประมาณบ่ายของวันเสาร์และวันอาทิตย์ เหตุผลในการเข้าชมภาพยนตร์คือเพื่อความบันเทิง และผ่อนคลายความเครียด สำหรับภาพยนตร์ที่ชอบเข้าชมมากที่สุดคือ ภาพยนตร์ประเภทแอคชั่น 3. สถานภาพทางเศรษฐกิจและสังคม การเปิดรับสื่อข่าวสารจากสื่อมวลชน ผู้กำกับการแสดงและการสื่อสารการตลาดมีความสัมพันธ์กับการตัดสินใจเลือกชมภาพยนตร์อเมริกัน ส่วนดารานำแสดง เทคนิคการถ่ายทำ อิทธิพลของกลุ่มเพื่อน และอิทธิพลของครอบครัวไม่มีความสัมพันธ์กับการตัดสินใจเลือกชมภาพยนตร์อเมริกัน ของนิสิตนักศึกาในเขตกรุงเพทมหานคร

  • การศึกษาประสิทธิภาพของแบคทีเรียในการบำบัดน้ำเสียที่มีสีอะโซเป็นองค์ประกอบ
    http://webpac.library.mju.ac.th:8080/mm/fulltext/thesis/2552/Thitinut_Khumjai/abstract.pdf

  • ปัญหาการบังคับใช้กฎหมายตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสัหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530
    ปัญหาหลักในการบังคับใช้กฎหมายตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 คือ ขั้นตอนการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ใช้เวลามาก การกำหนดค่าทดแทนไม่เป็นธรรมต่อผู้ถูกเวนคืน ซึ่งมีหลายหน่วยงานที่รับผิดชอบในการเวนคืน และผลจากการที่พระราชบัญญัติมิได้บัญญัติให้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงใดรักษาการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ จึงทำให้ขาดองค์กรที่จะประสานกำกับ ดูแล การเวนคืนของหน่วยงานต่างๆ และจากสภาพปัญหาที่เกิดขึ้น เป็นผลให้เกิดการคัดค้านจากประชาชนและมวลชนเสมอๆหากไม่ดำเนินการปรับปรุงการบังคับใช้กฎหมาย ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 แล้ว อาจเป็นเหตุให้เกิดปัญหาและส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคมและความมั่นคงของรัฐได้ วัตถุประสงค์ในการศึกาเรื่องนี้ เพื่อวิเคราะห์โครงสร้างการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ของไทย ปัญหาที่เกิดขึ้นจากการบังคับใช้กฎหมายเวนคืนและศึกษาวิเคราะห์แนวทางการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจากการบังคับใช้กฎหมายฉบับนี้ การศึกษาปัญหาการบังคับใช้กฎหมายฉบับนี้ ศึกษาวิเคราะห์จากคำพิพากษาฎีกา คำวินิจฉัยของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา วารสาร บทความ เอกสาร และแนวทางการแก้ไขที่หน่วยงานต่างๆ ได้เสนอไว้เพื่อศึกษาวิเคราะห์แล้วเสนอแนะทางแก้ไขที่เป็นความเห็นของผู้จัดทำ การวิเคราะห์พบว่า ปัญหาการบังคับใช้กฎหมายฉบับนี้ ก่อให้เกิดปัญหาและความไม่เป็นธรรม แก่ผู้ถูกเวนคืนและไม่สอดคล้องต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2534 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2538 คือ ขั้นตอนการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ใช้เวลามาก การกำหนดค่าทดแทนไม่สอดคล้องต่อบทบัญญัติของกฎหมายฉบับปัจจุบัน และไม่เป็นธรรมต่อผู้ถูกเวนคืนเป็นผลให้ผู้ถูกเวนคืนยื่นอุธรณ์เรื่องค่าทดแทนต่อรัฐมนตรีที่รับผิดชอบในการเวนคืนเป็นจำนวนมาก โดยรัฐมนตรีก็ไม่สามารถพิจารณาอุทธรณ์ได้หมดทุกเรื่อง มีการเดินขบวนเรียกร้องหรือต่อต้านเป็นจำนวนมาก และปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายที่กำหนดวิธีการคืนอสังหาริมทรัพย์ที่ถูกคืนให้แก่เจ้าของหรือทายาทในกรณีที่พ้นกำหนดเวลาการเข้าใช้หรือจากการถูกเวนคืน เพราะกฎหมายเวนคืนได้บังคับใช้มาเป็นเวลา 8 ปีแล้ว แต่กฎหมายที่กำหนดวิธีการคืนอสังหาริมทรัพย์ยังไม่สามารถออกมาบังคับใช้ได้ ผลจากการศึกษาวิเคราะห์มีความเห็นว่า ควรพิจารณาแก้ไขปรับปรุงพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 เพื่อแก้ไขวิธีการเวนคืนให้รวดเร็วขึ้น กำหนดค่าทดแทนให้เป็นธรรม โดยมีหน่วยงานกลางรับผิดชอบในการกำหนดค่าตอบแทนและประสานการดำเนินงานกับหน่วยงานต่างๆ และบัญญัติหลักเกณฑ์วิธีการคืนอสังหาริมทรัพย์ที่ถูกเวนคืนให้แก่เจ้าของเดิมทายาท รวมทั้งบทบัญญัติให้มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวง เพื่อรักษาการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ด้วย

  • ผลของการเข้ารหัส 01 ของโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 800 ในทัศนคติของผู้ใช้
    การวิจัยนี้ ศึกษาเปรียบเทียบด้านการติดต่อสื่อสารของโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 800 ก่อนและหลังเข้ารหัส 01 โดยคำนึงถึงความชัดเจนในการโทรเข้าและโทรออก ความชัดเจนในการพูด คลื่นและสัญญาณของเสียง รวมทั้งเครือข่ายของโทรศัพท์เคลื่อนที่ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณพล ซึ่งมีผลข้างเคียงต่อการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ทั้งก่อนและหลังเข้ารหัส 01 โดยมีการพิจารณาด้านการตัดสินใจเลือกซื้อโทรศัพท์เคลื่อนที่และหลังจากเข้ารหัส 01 แล้วมีผลต่อภาพพจน์ของผู้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ วิธีการดำเนินการวิจัย จะเป็นการศึกษาผู้ที่ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 800 ที่เป็นกลุ่มเป้าหมายในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณพล โดยใช้แบบสอบถามการสัมภาษณ์และใช้การสุ่มตัวอย่างที่ไม่ ใช้ทฤษฎีความน่าจะเป็น ซึ่งประกอบด้วยการสุ่ม 3 แบบผสมกันคือ การสุ่มตัวอย่างโดยจำกัดโควต้า การสุ่มตัวอย่างโดยมีจุดมุ่งหมาย และการสุ่มตัวอย่างโดยความบังเอิญ โดยเลือกเก็บจากร้าน World Phone Shop ทั้งหมด 26 ร้าน โดยกำหนดจำนวนกลุ่มตัวอย่างที่ละ 10 ราย ที่มาทำการชำระค่าบริการ ณ ร้าน World Phone Shop แต่ละสาขา จนครบ 10 รายในแต่ละแห่ง ถึงจุดแจกแบบสอบถาม รวมทั้งสิ้น 260 ราย ส่วนแบบสอบถามมี 3 ตอน ประกอบด้วย ตอนที่ 1 ข้อมูลทั่วไปของผู้ให้สัมภาษณ์ ตอนที่ 2 ข้อมูลเกี่ยวกับการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 800 ก่อนเข้ารหัส 01 และตอนที่ 3 ข้อมูลเกี่ยวกับการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 800 หลังเข้ารหัส 01 ในการวิเคราะห์ข้อมูลใช้คอมพิวเตอร์โดยอาศัยโปรแกรม spss เพื่อประมวลผลข้อมูล สำหรับสถิติที่ใช้คือ สถิติพรรณาเพื่อบรรยายข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับผู้ตอบ และในการทดสอบสมมติฐานใช้ค่า t-test และค่าเฉลี่ยทัศนคติ ผลการวิจัยสรุปว่า 1. เรื่องของการติดต่อสื่อสารของโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 800 ก่อนและหลังเข้ารหัส 01 ไม่ว่าจะพิจารณาในแง่ของการโทรเข้าผิดเบอร์บ่อย ความชัดเจนของเสียงพูดในขณะโทรเข้าและโทรออก พูดไปเดินไป พูดในรถยนต์ พูดไปขับไป ตลอดจนราคาของโทรศัพท์เคลื่อนที่ ความชัดเจนของคลื่นและเพื่อนแนะนำให้ซื้อ พบว่าก่อนและหลังเข้ารหัส 01 มีลักษณะใกล้เคียงกัน จากกรณีดังกล่าวข้างต้นยอมรับสมมติฐานที่ตั้งไว้ 2. เรื่องการติดต่อสื่อสารของโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 800 ก่อนและหลังเข้ารหัส 01ไม่ว่าจะพิจารณาในแง่ของคลื่อนและสัญญาณเสียงขณะโทรเข้าและโทรออก ขณะใช้สายมีคลื่นรบกวน สัญญาณขาดหายขณะใช้สาย โทรออกมีสัญญาณเรียกแต่โทรไม่ติด ส่วนความชัดเจนของเสียงพูดในขณะพูดอยู่กับที่ ขณะพูดในอาคาร ส่วนด้านค่าใช้จ่ายต่อเดือน ค่าบริการรายเดือนรวมทั้งรูปร่างและมีน้ำหนักเบาของโทรศัพท์ ประสิทธิภาพในการใช้งานบริการหลังการขาย การส่งเสริมการขาย ตัวแทนจำหน่าย พบว่าก่อนและหลังเข้ารหัส 01 มีแนวโน้มว่าแตกต่างกันจากกรณีดังกล่าวข้างต้นปฏิเสธสมมติฐานที่ตั้งไว้ 3. การใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 800 ก่อนและหลังเข้ารหัส 01 ไม่ส่งผลกระทบ แต่มีผลทำให้โทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 800 ดีขึ้นกว่าก่อนเข้ารหัส 01 นั้นได้มีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของรูปร่างโทรศัพท์กระทัดรัดและมีน้ำหนักเบา มีบริการหลังการขายที่ดี มีตัวแทนจำนวนมากราย และเสียค่าใช้จ่ายรายเดือนน้อยกว่าเดิม ในส่วนของประสิทธิภาพของระบบได้มีการนำระบบแสงใยแก้ว มาใช้ในการเชื่อมต่อระหว่างสถานีและใช้ดาวเทียมอินเทลแซทเป็นสื่อเสริมในการส่งสัญญาณจึงทำให้ประสิทิภาพของระบบมีความคมชัดและสัญญาณเสียงดีกว่าเข้ารหัส 01 4. ภาพพจน์ของผู้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 800 ก่อนและหลังเข้ารหัส 01 ไม่เปลี่ยนแปลงคือก่อนเข้ารหัส 01 มีปัญหาเรื่องคลื่นและความชัดเจนของเสียง อันเนื่องมาจากคู่สายเต็มช่องสัญญาณไม่ว่าง รับคลื่นได้ไม่ดี แต่เมื่อเข้ารหัส 01 ได้มีการปรับปรุงประสิทธิภาพของระบบการสื่อสารทำให้ปัญหาต่าง ๆ หมดไป (จึงไม่มีผลต่อภาพพจน์ของผู้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่)

  • การพัฒนาชุดการเรียนทางอิเล็กทรอนิกส์วิชาเขียนแบบเครื่องกล เรื่อง การมองภาพฉาย สำหรับนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 2 วิทยาลัยเทคนิคยะลา
  • ชุดฝึกอบรมแบบอิงประสบการณ์ เรื่อง การทำเทียนพรรษาอุบลราชธานีสำหรับครูเขตพื้นที่การศึกษาอุบลราชธานี เขต 1
  • มาตรการทางกฎหมายในการคุ้มครองคนหางานในประเทศ
    ในปัจจุบันปัญหาเกี่ยวกับการว่างงานของประชาชนมีมากขึ้น รัฐพยายามเร่งให้ความช่วยเหลือและให้ความคุ้มครองแก่คนงาน นอกจากนั้นรัฐยังเห็นว่าควรมีการให้บริการจัดหางานแก่คนงาน รัฐจึงอนุญาตให้เอกชนสามารถดำเนินกิจการจัดหางานให้แก่คนงานได้ ภายใต้บทบัญญัติของพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 โดยมีการกำหนดระเบียบ วิธีปฏิบัติ ขั้นตอนและวิธีการในการจัดหางาน รวมทั้งบทกำหนดโทษ เพื่อเป็นการควบคุมสำนักงานจัดหางานและให้ความคุ้มครองแก่คนหางาน วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาเกี่ยวกับมาตรการทางกฎหมายในการคุ้มครองแก่คนหางาน ทั้งนี้เพื่อให้ทราบว่ามาตรการทางกฎหมายดังกล่าวสามารถให้ความคุ้มครองแก่คนหางานได้เพียงพอหรือไม่ และมีปัญหาเกิดขึ้นอย่างไร ผลการศึกษาพบว่ามาตรการทางกฎหมายในการคุ้มครองคนหางานตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 นั้น ยังมีปัญหาและข้อบกพร่องเกิดขึ้นมากมาย และไม่สามารถให้ความคุ้มครองแก่คนหางานได้เพียงพอ เช่น มีการจัดหางานโดยไม่ได้รับอนุญาต สำนักงานจัดหางานขาดความรับผิดชอบไม่ทำสัญญากับคนหางาน มีการเอารัดเอาเปรียบหลอกลวง และฉ้อโกงคนหางานเรียกเก็บค่าบริการและค่าใช้จ่ายสูงเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ต่างๆ เหล่านี้เป็นต้น จึงควรมีการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายดังกล่าวให้มีความเหมาะสมและสามารถให้ความคุ้มครองแก่คนหางานได้ โดยเพิ่มบทลงโทษการจัดหางานโดยไม่ได้รับอนุญาต ให้มีการกำหนดรายละเอียดเกี่ยวกับสัญญาการจัดหางาน คุณสมบัติของบุคคล รายได้ ในสัญญาจัดหางาน ให้มีการอบรมผู้หางาน และจัดตั้งหน่วยงานตรวจสอบการบังคับใช้กฎหมาย

  • ความคาดหวังของบุคลากรในการดำเนินงานของสำนักงานเลขานุการ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้
  • คลอลาเจนในเศษเหลือปลาจีน (Silver carp, Hypophthalmichthys molitrix) จากกระบวนการผลิตปลาส้ม
    http://webpac.library.mju.ac.th:8080/mm/fulltext/thesis/2552/Numpet_Prakobsin/abstract.pdf

  • ปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวกับการสั่งให้ออกจากราชการเพราะมีมลทินหรือมัวหมองในกรณีที่ถูกสอบสวนตามกฎหมายข้าราชการพลเรือน
    การสั่งให้ออกจากราชการเพราะมีมลทินหรือมัวหมองในกรณีที่ถูกสอบสวนตามมาตรา 116 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2535 เป็นการออกจากราชการอีกวิธีการหนึ่งที่ทางราชการได้กำหนดขึ้น เพื่อเป็นการคุ้มครองราชการมิต้องเสี่ยงต่อความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากข้าราชการที่มีพฤติกรรมไม่น่าไว้วางใจ เนื่องจากถูกกล่าวหาว่า กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงแล้ว การสอบสวนไม่ได้หมายความว่า ข้าราชการผู้นั้นได้กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงตามข้อกล่าวหาแต่กรณีสงสัยว่า ได้กระทำผิดจริง ผู้บังคับบัญชาสามารถสั่งให้ผู้นั้นออกจากราชการได้โดยไม่ถือเป็นการลงโทษทางวินัย และสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญตามกฎหมาย วิทยานิพนธ์นี้มีความประสงค์จะศึกษาหลักกฎหมายและแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการสั่งให้ออกจากราชการเพราะมีมลทินหรือมัวหมองในกรณีที่ถูกสอบสวน เพื่อทราบถึงผลที่เกิดขึ้นจากการใช้บทบัญญัตินี้ จากการศึกษาพบว่า การสั่งให้ออกจากราชการเพราะมีมลทินหรือมัวหมอง มีผลเทียบได้กับการถูกลงโทษปลดออกจากราชการ ซึ่งเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง จากการศึกษาตัวอย่างที่เกิดขึ้นจริงจากองค์กรกลางบริหารงานบุคคลของข้าราชการพลเรือน ข้าราชการตำรวจ และข้าราชการครู รวม 3 องค์กร ได้พบปัญหาการใช้ดุลพินิจของผู้บังคับบัญชาในการพิจารณาชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานว่าในกรณีความผิดหลายๆ เรื่องที่สามารถฟังได้ว่า ผู้ถูกกล่าวหา ได้กระทำผิดจริงตามข้อกล่าวหา ก็กลับใช้ดุลพินิจว่า เป็นเพียงมีเหตุอันควรสงสัยอย่างยิ่ง เพื่อจะได้สั่งให้ออกจากราชการ เพราะมีมลทินหรือมัวหมอง ทำให้ข้าราชการผู้นั้นมีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญ และด้วยเหตุที่ข้อกำหนดวินัยในเรื่องมีมลทินหรือมัวหมอง ได้กำหนดให้เป็นดุลพินิจของผู้บังคับบัญชาในการพิจารณาสั่ง เป็นเหตุให้ไม่สามารถกำหนดขอบเขตหรือบรรทัดฐานที่ชัดเจนของการใช้ดุลพินิจได้ จึงเป็นช่องว่างอีกทางหนึ่งที่ผู้บังคับบัญชาอาจนำไปใช้กลั่นแกล้งผู้ใต้บังคับบัญชาได้ ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะว่า การสั่งให้ออกจากราชการเพราะมีมลทินมัวหมอง ไม่สามารถนำไปปฏิบัติให้บรรลุตามเจตนารมณ์ของกฎหมายได้ เนื่องจากเป็นข้อกำหนดที่ต้องอาศัยดุลพินิจ ซึ่งผู้บังคับบัญชาแต่ละคน ย่อมมีดุลพินิจที่แตกต่างกันไป ตามลักษณะนิสัย พื้นความรู้และการศึกษาอบรมอันเป็นเหตุสำคัญที่อาจทำให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการ และทำให้ข้าราชการขากความมั่นคงในอาชีพรับราชการ ซึ่งเป็นหลักสำคัญข้อหนึ่งในหลักการบริหารงานบุคคลตามระบบคุณธรรม ดังนั้น จึงเห็นควรยกเลิกหลักเกณฑ์การสั่งให้ออกจากราชการเพราะมีมลทินหรือมัวหมองในกรณีที่ถูกสอบสวน ตามมาตรา 116 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2535 เพือเป็นการขจัดข้อขัดข้องดังกล่าวให้หมดไป

  • แนวความคิดเรื่องสิทธิผู้ต้องขังตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550
  • ความคิดเห็นของเกษตรกรผู้ปลูกผักบุ้งจีนต่อการผลิตเมล็ดพันธุ์ ภายใต้เกษตรพันธสัญญาของภาคเอกชน ในจังหวัดสุโขทัย
    http://webpac.library.mju.ac.th:8080/mm/fulltext/thesis/2552/Tanwa_Yapanan/abstract.pdf

  • มาตรการทางกฎหมายในการให้ความคุ้มครองคนงานไทยในต่างประเทศ
    ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2518 ธุรกิจจัดหางาให้คนงานเพื่อไปทำงานต่างประเทศได้เริ่มขึ้น คนหางานที่ได้ไปทำงานต่างประเทศส่วนใหญ่จะมีรายได้สูง และนำเงินตราเข้าประเทศปีละมากๆ ทำให้คนหางานที่ต้องการเดินทางไปทำงานต่างประเทศมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น คนหางานบางส่วนถูกหลอกลวงจากบริษัทหรือสำนักจัดหางานทั้งที่ถูกต้องและไม่ถูกต้องตามกฎหมายหลายรูปแบบ เช่น เรียกเก็บค่าบริการ หรือค่าใช้จ่าย จากคนงานสูงเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดเรียกเก็บค่าบริการและค่าใช้จ่าย และจัดส่งคนงานไปถึงประเทศที่ทำงานแล้วแต่ไม่มีงานทำ หรือมีงานทำแต่ไม่ได้รับค่าจ้างต่ำกว่าสัญญาจัดหางาน และสวัสดิการไม่เป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในสัญญาจ้างแรงงานรวมทั้งแสวงหาประโยชน์อื่นๆ จากคนหางาน ฯลฯ แม้ว่ารัฐบาลจะพยายามแก้ไขปัญหาโดยปรับปรุงกฎหมายให้ทันต่อยุคสมัยโดยประกาศใช้พระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 ขึ้นใช้บังคับ ต่อมาในปี 2537 ได้ออกพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2537 เพื่อแก้ไขปรับปรุงพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2528 ขึ้นอีก แต่การแสวงหาประโยชน์จากคนงานก็ยังคงปรากฎอยู่ ทั้งนี้เพราะกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวกับการควบคุมการจัดหางานยังมีปัญหาในทางปฏิบัติและมีผลกระทบต่อการให้ความคุ้มครองคนหางาน ควรมีการแก้ไขปรับปรุงบทบัญญัติกฎหมายให้เหมาะสมในการให้ความคุ้มครองคนหางานและอยู่ในวิสัยที่บริษัทผู้รับอนุญาตจัดหางานสามารถปฏิบัติได้ โดยบัญญัติกฎหมายให้มีสภาพบังคับให้บริษัทจดทะเบียนตัวแทนแทนจัดหางานบนพื้นฐานของการส่งเสริมจูงใจให้มีการจดทะเบียนตัวแทนอย่างแท้จริง บัญญัติกฎหมายให้คำร้องของคนงานที่ยื่นเพื่อขอหนังสือเดินทางเพื่อไปทำงานต่างประเทศ จะต้องได้รับอนุมัติรับรองจากกรมการจัดหางานก่อนบัญญัติกฎหมายให้คนหางานที่เดินทางไปทำงานต่างประเทศด้วยตนเองหรือลูกจ้างที่นายจ้างในประเทศไทยพาไปทำงานต่างประเทศต้องเข้ารับการอบรม บัญญัติกฎหมายกำหนดระยะเวลาเรียก หรือรับเงินค่าจ่ายในการจัดหางานล่วงหน้าโดยเฉพาะค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปทำงานและให้มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังในกรณีที่มีการละเมิดกฎหมาย นอกจากนี้ควรทำความตกลง ร่วมมือทั้งภาครัฐบาลและเอกชนของประเทศไทย ในการกำหนดรูปแบบของสัญญาจ้างแรงงานมาตรฐานระหว่างประเทศขึ้น ซึ่งจะทำให้สัญญาจ้างแรงงานมาตรฐานระหว่างประเทศนั้นสามารถนำไปใช้บังคับได้กับกฎหมายภายในของทั้งสองประเทศ ทั้งนี้เพื่อป้องกันการเปลี่ยนสัญญาจ้างแรงงานที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในอนาคต

  • ความพึงพอใจของผู้ใช้บริการที่มีต่อการให้บริการงานรักษาความปลอดภัย บริษัท เกรท การ์เดียน นอร์ทเทอร์น จำกัด
    http://webpac.library.mju.ac.th:8080/mm/fulltext/thesis/2552/Duanrung_Emocha/abstract.pdf

  • ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการออกแบบเว็บไซต์ของลูกค้าในเขตกรุงเทพและปริมณฑล : กรณีศึกษาบริษัท SITESOURCEBUREAU
  • ความพึงพอใจของผู้ใช้บริการด้านการชำระเงินค่าไฟฟ้า : กรณีศึกษาการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคอำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่
    http://webpac.library.mju.ac.th:8080/mm/fulltext/thesis/2552/Bunpost_Dharmasaroja/abstract.pdf

URL